โรงไฟฟ้าหลัก + หมุนเวียน = การพัฒนาที่ยั่งยืน

ผู้เขียน: 
โดย Advertorial


เหตุการณ์หยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติเพื่อซ่อมบำรุงมีเป็นประจำทุกปี ทำให้หลายฝ่ายห่วงกังวลถึงความมั่นคงทางพลังงาน สาเหตุหลักมาจากไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้ามากเกินไป

โรงไฟฟ้าหลัก ความจำเป็นเพื่อความมั่นคง

การมองหาทางเลือกในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าในระยะยาว จะต้องพิจารณาจากความมั่นคงและราคาที่ไม่แพงจนเกินไป สำหรับปัจจุบันไทยมีโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงทั้งประเภทที่เดินเครื่องได้แน่นอน (Firm) และไม่แน่นอน (Non-firm) จากก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน น้ำ และพลังงานหมุนเวียน ซึ่งการผลิตไฟฟ้าแต่ละประเภทมีข้อดีและข้อควรตระหนักที่แตกต่างกัน


โรงไฟฟ้าหลัก หรือ Base Load Plant คือ โรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าได้แน่นอนต่อเนื่อง เช่น โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้าถ่านหิน และมีสัญญาจ่ายไฟฟ้าแบบแน่นอน (Firm) จึงสามารถการันตีความมั่นคงเชื่อถือได้ในระบบไฟฟ้า


พลังงานหมุนเวียน ทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบันมีการส่งเสริมการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดในสัดส่วนที่เหมาะสมควรคู่กันไป โดยในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2558 ถึง 2579 หรือ PDP2015 จะเพิ่มกำลังผลิตของพลังงานหมุนเวียนจาก 8% เป็น 20% ภายในปี พ.ศ.2579 อย่างไรก็ดีโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนส่วนใหญ่ เป็นโรงไฟฟ้าที่จ่ายไฟฟ้าได้ไม่แน่นอน (Non-firm) ไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ต้องมีโรงไฟฟ้าหลักเป็นพี่เลี้ยงมารองรับ ในช่วงที่พลังงานหมุนเวียนไม่สามารถผลิตได้ เช่น ช่วงกลางคืนที่ไม่มีแดด ช่วงกลางวันที่มีแรงลมต่ำ หรือช่วงที่นอกฤดูเพาะปลูก


ในการผลิตไฟฟ้า “โรงไฟฟ้าหลัก” และ “พลังงานหมุนเวียน” จึงต้องเดินไปด้วยกัน เพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงาน ดังนั้น การกระจายสัดส่วนพลังงานที่เหมาะสม ย่อมก่อให้เกิดความสมดุลทางด้านราคา ความมั่นคง ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และสามารถตอบสนองความต้องการไฟฟ้าของประเทศในระยะยาว 

by ThaiWebExpert