หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

คาดปี 54 ไฟป่าโหมหนักขึ้น เหตุอากาศโลกผันผวน

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 20 มีนาคม 2555

กรมอุทยานคาดปี 54 ไฟป่าโหมหนักขึ้น เหตุอากาศโลกผันผวน ประกอบกับมีเชื้อเพลิงสะสมมากกว่าปีที่แล้ว...

เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม (ทส.) นายสุนันต์ อรุณนพรัตน์ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช แถลงถึงสถานการณ์ไฟป่าว่า เมื่อปี 2553 มีไฟไหม้ป่าเกิดขึ้นทั้งสิ้น 6,784 ครั้ง พื้นที่ป่าอนุรักษ์ถูกไฟไหม้เสียหาย 83,176 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2552 จำนวน 22,091 ไร่ เนื่องจากปรากฏการณ์แอลนิโญ่ อุณหภูมิโดยทั่วไปสูงขึ้น มีความแห้งแล้งยาวนาน จึงเกิดเหตุไฟไหม้ป่ามากกว่าปี 2552 สาเหตุเกิดจากมนุษย์ทั้งสิ้น

สำหรับการคาดการณ์ไฟไหม้ป่าในปี 2554 นี้คาดว่าหากเกิดไฟไหม้ป่าก็จะมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากอากาศหนาวเย็นต่อเนื่องยาวนาน ประกอบกับมีเชื้อเพลิงสะสมมากกว่าปีที่แล้ว แต่จากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศโลก ทำให้การคาดการณ์สภาวะและสถานการณ์ไฟป่าระยะยาวทำได้ยากมาก ทั้งนี้ สำหรับสถิติการเกิดไฟป่าในปี 2553 นั้น ภาคกลางและตะวันออกเกิด 575 ครั้ง เนื้อที่ 7,037 ไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกิด1,577 ครั้ง เนื้อที่ 20,589 ไร่ ภาคเหนือเกิด 4,198 ครั้ง เนื้อที่32,359 ไร่ และ ภาคใต้เกิด 434 ครั้ง เนื้อที่ 23,191 ไร่ สำหรับปี 2554 ภาคกลาง และภาคตะวันออกเริ่มเกิดไฟป่าแล้ว 66 ครั้ง เนื้อที่ 1,340 ไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 54 ครั้ง 824 ไร่ ภาคเหนือ 7 ครั้ง เนื้อที่ 179 ไร่ ส่วนภาคใต้ในปี 2554 นี้ ยังไม่เกิดไฟป่า

นายสุนันต์ กล่าวอีกว่า ปัญหาการเกิดมลภาวะจากหมอกควันไฟนั้น หากมีความกดอากาศสูงแผ่ลงมาปกคลุมพื้นที่เป็นเวลานาน จนผิดปกติเหมือนช่วงเดือน มี.ค.2552 และ 2553 ซึ่งทำให้เกิดสภาวะการกักควัน และไอร้อนจนไม่สามารถลอยขึ้นไปสู่บรรยากาศที่สูงได้ย่อมเกิดปัญหาสภาวะหมอกควันตามมาอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม กรมอุทยานฯ ได้กำชับให้ทุกพื้นที่มีความพร้อมตลอดเวลาเน้นการป้องกันไม่ให้เกิดไฟไหม้ป่า มีการจัดการเชื้อเพลิง จัดทำแนวกันไฟ จัดระเบียบการเผา หากมีการเผาพื้นที่เกษตรกรรมให้มีการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะใกล้แนวเขตป่า ใช้การลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่ประกอบการติดตามข้อมูลจัดความร้อนบนพื้นผิว โลก เพื่อป้องกันเป็นพิเศษสำหรับจุดเสี่ยงล่อแหลมต่อการเกิดไฟ

"นอกจากนั้นในเรื่องการเผาวัชพืชเพื่อหาของป่า เช่น เห็ด หรือต้องการให้ผักหวานแตกยอด ตามความเชื่อเดิมนั้น จะทำให้เกิดการสูญเสีย และเกิดผลกระทบตามมาต่อประชาชนอย่างมาก ปัจจุบันการเพาะผักหวานป่าและกระต้นให้แตกยอดโดยไม่ต้องใช้ไฟ และพบว่าเห็ดเกิดเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องเผาพื้นที่เช่นกัน" นายสุนันต์กล่าว.

กมธ.สิ่งแวดล้อมเผยชาวบ้านกังวลเจาะน้ำมันกลางกรุง

โดย ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 13 มีนาคม 2555

กมธ.สิ่งแวดล้อมฯ สภาผู้แทนราษฎร เผย ประชาชนร้อยละ 68.8 กังวลเกี่ยวกับโครงการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมกลางกรุง หวั่นกระทบสิ่งแวดล้อม ทั้งดินทรุดตัว-สารเคมีที่นำมาใช้ในการขุด...

เมื่อวันที่ 9 มี.ค. นายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 มี.ค. ที่ผ่านมา กมธ. ได้พิจารณาศึกษาเรื่องการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมของบริษัทมิตรา เอ็นเนอร์ยี่ ลิมิเต็ด บริเวณเขตทวีวัฒนา กทม. โดยมีผู้แทนกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ผู้แทนสำนักงานเลขาธิการนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้แทนกรุงเทพมหานคร ผู้แทนบริษัท มิตรา เอ็นเนอร์ยี่ ลิมิเต็ด และนายเอกณัฐ พร้อมพันธุ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงความเห็นถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากการขุดเจาะสำรวจดังกล่าว ทั้งการทรุดตัวและไหวตัวของดิน ฝุ่นละออง น้ำผิวดิน และใต้ดิน สารเคมีที่นำมาใช้ในการขุดเจาะแก๊ส ที่เกิดจากการขุด กลิ่น เสียง และเศษวัสดุ ที่เกิดจากการขุดดังกล่าว ตลอดจนปัญหาด้านการจราจร

หลังการหารือ ทาง กมธ. พิจารณาแล้วเห็นว่า 1. มีหนังสือด่วนที่สุด รายงานนายกรัฐมนตรี รมต. พลังงาน ถึงความกังวลกรณีผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อโครงการ ตามที่ระบุไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม พบว่า ประชาชนยังมีความกังวลเกี่ยวกับโครงการ ร้อยละ 68.8 และไม่เห็นด้วยกับการมีโครงการร้อยละ 57.2 เพื่อที่จะให้รัฐบาลและกระทรวงพลังงานได้พิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง ก่อนการดำเนินการขุดเจาะ 2. หากรัฐบาลไม่พิจารณาเรื่องนี้ และให้มีการดำเนินการขุดเจาะต่อไป ก็ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สผ. กทม. และโดยเฉพาะกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เฝ้าติดตามการขุดเจาะอย่างใกล้ชิด หากพบปัญหาที่จะมีผลกระทบต่อประชาชนให้หยุดดำเนินการทันที และแก้ไขให้แล้วเสร็จก่อนจะดำเนินการต่อ 3. กมธ.จะลงพื้นที่ในช่วงที่มีการดำเนินการขุดเจาะอีกครั้งหนึ่ง เพื่อร่วมประเมินผลกระทบต่อประชาชน

'เอ็มเทค' เปิดตัวซอฟต์แวร์ประเมินสิ่งแวดล้อม

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 2 มีนาคม 2555

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ(เอ็มเทค) เปิดตัวซอฟต์แวร์สำเร็จรูป ช่วยนักออกแบบวิเคราะห์ปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในบรรจุภัณฑ์ และประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม...

เมื่อวันที่ 2 มี.ค. รศ.ดร.วีระศักดิ์ อุดมกิจเดชา ผอ.ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ(เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า เอ็มเทค ร่วมกับคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เปิดตัวซอฟต์แวร์ประเมินความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อช่วยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และเพื่อรองรับตลาดสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยพัฒนาโปรแกรมอย่างง่ายเพื่อช่วยนักออกแบบในการประเมินผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์เบื้องต้น ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ โดยโปรแกรมที่ได้พัฒนาขึ้นมาประกอบด้วย 2 ซอฟต์แวร์ ได้แก่ 1. ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปอย่างง่ายเพื่อวิเคราะห์ LCA โดยใช้ชื่อโปรแกรมว่า “SEPE” (Simple Environment Program for Enterprise) และ 2. ซอฟต์แวร์อย่างง่ายในการวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของบรรจุภัณฑ์ประเภทกล่อง กระดาษลูกฟูก พลาสติก แก้ว และอะลูมิเนียม โดยมีชื่อเรียกซอฟต์แวร์นี้ว่า “CFPack” (Carbon footprint + Packaging)”

ผอ.เอ็มเทค กล่าวต่อว่า โปรแกรม SEPE (Simple Environment Program for Enterprise) เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปอย่างง่าย เพื่อช่วยนักออกแบบในการประเมินผล กระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์เบื้องต้น ตั้งแต่ในขั้นการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยส่งเสริมการเปลี่ยนทิศทางการผลิตสินค้าให้มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยโปรแกรม SEPE นี้ เป็นโปรแกรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในลักษณะ web service ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้มากขึ้นในการนำไปใช้งาน สำหรับผู้สนใจสามารถใช้ซอฟต์แวร์ได้ผ่านทางเว็บไซต์ http://www2.mtec.or.th/sepe

ทั้งนี้ ซอฟต์แวร์ CFPack เป็นซอฟต์แวร์สำหรับวิเคราะห์ปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของบรรจุภัณฑ์โดยเฉพาะ ซึ่งได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยนักออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ยังไม่คุ้นเคยกับการประเมินปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของบรรจุภัณฑ์ให้สามารถประเมินค่าอย่างง่ายได้เองและรวดเร็ว เพื่อจะได้นำข้อมูลนี้ไปประกอบในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น โดยซอฟต์แวร์นี้ได้ถูกพัฒนาบน MS Excel เพื่อให้สะดวกและง่ายต่อผู้ใช้งานในด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ยังไม่คุ้นเคยกับการประเมินปริมาณคาร์บอนฟรุตพริ้นของบรรจุภัณฑ์ให้สามารถประเมินค่าอย่างง่ายได้เองและรวดเร็ว เพื่อจะได้นำข้อมูลนี้ไปประกอบในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น โดยซอฟต์แวร์นี้ได้ถูกพัฒนาบน MS Excel เพื่อให้สะดวกและง่ายต่อผู้ใช้งานในด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ต้องการทราบปริมาณคาร์บอนฟุต พริ้นท์ของบรรจุภัณฑ์ที่ได้ออกแบบไว้ในเบื้องต้น ซอฟต์แวร์ตัวนี้จะครอบคลุมการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของบรรจุภัณฑ์ 4 ประเภท ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ประเภทแก้วสำหรับใส่เครื่องดื่ม, บรรจุภัณฑ์ประเภทอะลูมิเนียมสำหรับใส่เครื่องดื่ม, บรรจุภัณฑ์ประเภทพลาสติกสำหรับใส่อาหาร, บรรจุภัณฑ์ประเภทกระดาษลูกฟูกสำหรับใส่อาหาร โดยผู้สนใจสามารถใช้ซอฟต์แวร์ได้ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.thaigdn.net

รศ.ดร.วีระศักดิ์ กล่าวอีกว่า ซอฟต์แวร์ประเมินความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงภาวะโลกร้อนด้วย นับเป็นอีกก้าวหนึ่งของการนำวิทยาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช่วยในการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมให้เกิดความสร้างสรรค์งานออกแบบผลิตภัณฑ์ไปสู่งการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ต่อไป

ภาพ: http://www.thairath.co.th/content/edu/242539

สผ.ยันเจาะน้ำมันเขตทวีวัฒนาผ่านอีไอเอ

สผ.ระบุเจาะน้ำมันเขตทวีวัฒนาผ่านอีไอเอตามกระบวนการมีมาตรการลดผลกระทบ กรมธรณีชี้รัฐมีข้อมูลแหล่งพลังงาน แต่ไม่ลงทุนเอง เพราะใช้งบสูง...

นายสุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าว ถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้มีการตรวจสอบการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ)ของบริษัทมิตรา เอเนอร์ยี่ ลิมิเต็ด ที่ได้รับสัมปทานสำรวจปิโตรเลียม ในเขตทวีวัฒนากทม. ว่า ในส่วนของ สผ. มีหน้าที่ในการพิจารณาการทำอีเอไอ โดยการตั้งคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.)แต่ละด้านขึ้นมาพิจารณาอีไอเอของกิจการแต่ละประเภท ซึ่งอีไอเอโครงการสำรวจปิโตรเลียมของบริษัทมิตรานั้น คชก.พิจารณาให้ผ่านแล้ว เพราะทำถูกต้องตามกระบวนการมีการเสนอมาตรการลดผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งคชก.จะพิจารณามาตรการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญและคงเห็นว่ามีมาตรการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นเหมาะสมทั้งเรื่องเสียง อากาศ และน้ำมันที่อาจจะรั่วไหลลงสู่ผิวดินและแหล่งน้ำ

ส่วนพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งปิโตรเลียมที่มีความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ หรือไม่นั้น ไม่ทราบว่ามีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือไม่ต้องไปถามที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ซึ่งเป็นผู้ให้สัมปทานโครงการ โดยขณะนี้เป็นเพียงขั้นตอนของการสำรวจเท่านั้น ยังไม่ทราบว่ามีปิโตรเลียมปริมาณเท่าไร อาจจะมีมากหรือน้อยก็ได้ถ้ามีน้อยก็ไม่เกิดความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์

ด้านนายอดิชาติ สุรินทร์คำ ผู้ตรวจราชการกรมทรัพยากรธรณี ในฐานะโฆษกกรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า ที่ผ่านมาข้อมูลของภาครัฐในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรารู้อยู่แล้วว่าพื้นที่เขตทวีวัฒนา กทม. นนทบุรี และทิศตะวันออกของ จ.นครปฐมนั้น มีข้อมูลที่ต่อเนื่องว่าการตกตะกอนของชั้นดินในพื้นที่ดังกล่าวว่าเป็นอย่างไร ซึ่งถือว่ามีแนวโน้มที่จะมีแหล่งปิโตรเลียม แต่การที่ภาครัฐไม่ลงทุนเองเพราะต้องใช้งบประมาณในการลงทุนสูง เมื่อมีเอกชนมาขอสำรวจก็เปิดให้สิทธิ์ทุกคน

"เวลานี้ยังไม่รู้ว่าจะมีหรือไม่มีแหล่งพลังงานเพราะยังไม่ได้ทำอะไร และกำลังจะเริ่มสำรวจเพื่อทดสอบข้อมูลเท่านั้น ส่วนจะเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่นั้นทุกวันนี้เรามีหลุมสำรวจทั่วประเทศ เป็นหมื่นหลุมหากอยู่ใกล้ชุมชนเพียงไม่กี่ร้อยเมตรเขาคงไม่อนุญาตให้มีการ สำรวจและเทคโนโลยีปัจจุบันก็มีประสิทธิภาพมากขึ้นการเจาะสำรวจแหล่ง ปิโตรเลียมจึงมีผลกระทบไม่มากนักอาจจะมีบ้างคือผลกระทบทางด้านเสียง แต่อย่างมากก็ส่งเสียงเพียงแค่รถไฟขบวนเล็กๆเท่านั้น"

คลอดแผนฟื้นฟูป่าต้นน้ำกว่า 4 แสนไร่ งบ 6 พันล้าน

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2555

อธิบดีกรมป่าไม้ เผยโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำปี 2555 กว่า 4 แสนไร่ ใช้งบประมาณดำเนินการ 1 พันล้านบาท ส่วนโครงการระยะยาว 5 ปี รวมงบประมาณทั้งหมดประมาณ 6 พันล้านบาท...

เมื่อวันที่ 22 ก.พ. นายสุวิทย์ รัตนมณี อธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวถึงโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลว่า ตามที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ร่วมกับกรมอุทยานฯ และทางจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ ในส่วนของกรมป่าไม้จะดำเนินการปลูกป่าในพื้นที่ 6 ลุ่มน้ำ ดังนี้ พื้นที่ปลูกป่าเพื่อปรับปรุงระบบนิเวศในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จ.เชียงใหม่ ลุ่มน้ำปิง แบ่งเป็นลุ่มน้ำแม่แตง มีพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 67,000 ไร่ ให้มีการฟื้นตัวตามธรรมชาติ 3.7 หมื่นไร่ ปลูกโดยประชาชนมีส่วนร่วม 2 หมื่นไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้ 1 หมื่นไร่ ลุ่มน้ำปิงตอนบน มีพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 3.9 หมื่นไร่ ปล่อยให้มีการฟื้นตัวตามธรรมชาติ 1.9 หมื่นไร่ ปลูกโดยประชาชนมีส่วนร่วม 1 หมี่นไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้ 1 หมื่นไร่ จ.แพร่ ลุ่มน้ำยม ดำเนินการในลุ่มน้ำยมตอนกลาง มีพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 3.6 หมื่นไร่ ให้ฟื้นตัวตามธรรมชาติ 1.6 หมื่นไร่ ปลูกโดยประชาชนมีส่วนร่วม 1 หมื่นไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้ 1 หมื่นไร่ ลุ่มน้ำแม่คำมี มีป่าเสื่อมโทรม 4.5 หมื่นไร่ ให้ฟื้นตัวตามธรรมชาติ 2.25 หมื่นไร่ ปลูกโดยประชาชนมีส่วนร่วม 2.05 หมื่นไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้ 1.2 หมื่นไร่

ทั้งนี้ จ.ลำปาง ลุ่มน้ำยม ดำเนินการในลุ่มน้ำแม่จาง มีพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 8.4 หมื่นไร่ ให้มีการฟื้นตัวตามธรรมชาติ 4.4 หมื่นไร่ ปลูกโดยประชาชนมีส่วนร่วม 2.5 หมื่นไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้ 1.5หมื่นไร่ ลุ่มน้ำแม่มอก มีพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 1.5 หมื่นไร่ ปล่อยให้ฟื้นตัวตามธรรมชาติ 8,000 ไร่ ปลูกโดยประชาชนมีส่วนร่วม 4,000 ไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้ 3,000 ไร่ จ.น่าน ลุ่มน้ำน่าน ดำเนินการในลุ่มน้ำสา มีพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 2.5 หมื่นไร่ ให้มีการฟื้นตัวตามธรรมชาติ 1 หมื่นไร่ ปลูกโดยประชาชนมีส่วนร่วม 1 หมื่นไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้ 5,000 ไร่ พื้นที่ จ.อุตรดิตถ์ ลุ่มน้ำน่าน ดำเนินการในลุ่มน้ำปาด มีพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 7.3 หมื่นไร่ ปล่อยให้ฟื้นตัวตามธรรมชาติ 4 หมื่นไร่ ปลูกโดยประชาชนมีส่วนร่วม 2.5 หมื่นไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้ 8,000 ไร่ จ.เลย ลุ่มน้ำป่าสัก ดำเนินการในลุ่มน้ำพุง มีพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 2 หมื่นไร่ ให้ฟื้นตัวตามธรรมชาติ 1 หมื่นไร่ ปลูกโดยประชาชนมีส่วนร่วม 5,000 ไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้ 5,000 ไร่ และ จ.นครสวรรค์ ลุ่มน้ำสะแกกรัง ดำเนินการในลุ่มน้ำแม่วงก์ มีป่าเสื่อมโทรมทั้งหมด 8,000 ไร่ ให้ฟื้นตัวตามธรรมชาติ 4,000 ไร่ ปลูกโดยประชาชนมีส่วนร่วม 2,000 ไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้ 2,000 ไร่

อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ รวมพื้นที่ฟื้นฟูทั้งหมด 412,000 ไร่ อยู่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ จำนวน 8 หมื่นไร่ โดยผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน(กยน.) แล้ว สำหรับปีแรกปี 2555 จะใช้งบประมาณดำเนินการ 1,000 ล้านบาท ส่วนโครงการระยะยาว 5 ปี รวมงบประมาณทั้งหมดประมาณ 6,000 ล้านบาท.

เตือนอันตราย ค่าฝุ่นละอองพะเยาเกินมาตรฐาน

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2555

กรมควบคุมมลพิษตรวจพบค่าฝุ่นละอองในพื้นที่ จ.พะเยา เกินมาตรฐาน ย้ำหลีกเลี่ยงหรือลดการเผาวัชพืช เพื่อลดปริมาณฝุ่นสะสม ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ ...

วันที่ 16 ก.พ.55 ที่สถานีตรวจวัดสภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งติดตั้งอยู่ที่ศูนย์การเรียนรู้ริมกว๊านพะเยา ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อตรวจวัดสภาพฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือที่เรียกว่า PM 10 ที่มาจากการเผาป่าและวัชพืช แล้วลอยสะสมอยู่ในอากาศ ทำให้เกิดฟ้าหลัวครอบคลุมทั่วทั้งจังหวัดพะเยา ประกอบกับมีการเผาเศษวัชพืชและเผาป่าของชาวบ้าน และกลุ่มคนหาของป่า จึงเป็นส่วนหนึ่งของการสะสมฝุ่นละอองขนาดเล็ก โดยกว๊านพะเยาได้ถูกปกคลุมด้วยฝุ่นละอองขนาดเล็กจนไม่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ดอยหนอกที่เป็นเสมือนหนึ่งสัญลักษณ์ของกว๊านพะเยา หรือแม้แต่วัดติโลกอาราม กลางกว๊านพะเยา ที่อยู่ห่างจากฝั่งเพียง 300 เมตร ซึ่งมองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็น

นายปริญญา โศภิตภิญโญ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมจังหวัดพะเยา (ทสจ.พะเยา) เปิดเผยว่า จากสถิติตัวเลขที่เป็นข้อมูลการเกิดไฟป่ารวมถึงฝุ่นละอองขนาดเล็ก ที่มาจากการสะสมของเศษไม้ใบหญ้าที่ถูกเผากลายเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กเต็มท้องฟ้า กระจายครอบคลุมทั่วทั้งจังหวัด ซึ่งหากมีปริมาณเกินมาตรฐานที่ 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ติดต่อกันหลายวัน จะเป็นอันตรายต่อเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ ทั้งนี้ การเกิดฟ้าหลัวและมีฝุ่นละอองปกคลุมในพื้นที่จังหวัดพะเยา มาจากสาเหตุธรรมชาติ โดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม จะมีลมมรสุมจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ พัดขึ้นมาปะทะกับร่องความกดอากาศสูงที่มีความหนาวเย็น จึงทำให้ฝุ่นละอองจากจังหวัดข้างเคียง เช่น จังหวัดลำปาง ถูกกระแสลมพัดมาสะสม โดยเฉพาะในขณะนี้ที่จังหวัดพะเยา มีสภาพอากาศที่แปรปรวน คือ ช่วงกลางคืน ถึงช่วงสายๆ อากาศจะหนาวเย็น และในช่วงเที่ยงถึงเย็นอากาศจะร้อนจัด จึงเป็นจุดที่ฝุ่นละอองจะลอยมาสะสม ซึ่งหากพ้นเดือนมีนาคมไปแล้วถ้าฝนยังไม่ตก ก็จะมีโอกาสที่ฝุ่นละอองจะหนาแน่นจนเกินมาตรฐาน และทำให้เกิดการเจ็บป่วยจากมลพิษจากฝุ่นละอองได้

ดังนั้น จึงขอเตือนเกษตรกรและประชาชนทั่วไปในระยะนี้ ให้หลีกเลี่ยงการเผาเศษวัชพืชทุกชนิด เพื่อลดปริมาณฝุ่นละอองขึ้นไปสะสมในชั้นบรรยากาศ ล่าสุดในพื้นที่จังหวัดพะเยา มีปริมาณสะสมของฝุ่นละออง 121 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรซึ่งถือว่าเกินค่ามาตรฐานไปแล้ว.

ไทยลงนามพิธีสาร 'นาโงยา' รักษาผลประโยชน์ทรัพยากรพันธุกรรม

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2555

เลขาธิการ สผ. เผยประเทศไทยได้ร่วมลงนามในพิธีสารนาโงยา ให้กรมและกระทรวงต่างๆ เข้ามาทำวิจัย ทดลองที่เกี่ยวกับทรัพยากรชีวภาพในประเทศ เข้าถึงและแบ่งผลประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรม...

เมื่อวันที่ 15 ก.พ. นายสุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) แถลงข่าวว่า ประเทศไทย โดย สผ.ได้ร่วมลงนามในพิธีสารนาโงยา เรื่องการเข้าถึง และแบ่งผลประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรม เพื่อแสดงเจตนารมย์ว่า จะมีส่วนร่วมในการดำเนินการให้มีการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น จากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมให้กับผู้ที่เป็นเจ้าของทรัพยากร ซึ่งพิธีสารฉบับนี้นอกจากจะครอบคลุมการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมแล้ว หรือทรัพยากรชีวภาพ ไม่ว่าจะเป็น พืช สัตว์ จุลินทรีย์ และส่วนประกอบของสิ่งมีชีวิต ที่โดยทั่วไปจะมีการเข้าถึง เพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาวิจัย พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ หรือใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร การเกษตร ยา หรือเครื่องสำอางแล้ว ยังครอบคลุมไปถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือองค์ความรู้ในการนำทรัพยากรชีวภาพนั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์

“หลังจากที่เราลงนามแล้ว เราก็จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมอุทยานแห่งชาติฯ กรมป่าไม้ ฯลฯ กำหนดกฎเกณฑ์วิธีการ และออกเป็นระเบียบที่เกี่ยวกับการเข้าถึงและการแบ่งปันผลประโยชน์จากการเข้ามาทำวิจัย ทดลองที่เกี่ยวกับทรัพยากรชีวภาพในประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติในพิธีสารนาโงยานี้ เมื่อทำเรียบร้อยแล้ว ชัดเจนแล้ว จะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเสนอเข้าที่ประชุมสภาฯ เพื่ออนุมัติให้ไปให้สัตยาบัน ร่วมกับภาคีสมาชิกอื่นๆ ให้พิธีสารมีผลบังคับใช้ต่อไป โดยเวลานี้มี 92 ประเทศทั่วโลกลงนามในพิธีสารดังกล่าวแล้วรวมทั้งประเทศไทย” นายสุพัฒน์ กล่าว

เมื่อถามว่า หากประเทศไทยให้สัตยาบันในพิธีสารนาโงยาแล้ว จะสามารถเรียกผลประโยชน์ย้อนหลังจากภาคีสมาชิก ที่เคยมาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในประเทศไทย แต่ไม่ได้ให้ผลประโยชน์ได้หรือไม่ นาสุพัฒน์ กล่าวว่า พิธีสารไม่มีผลกับผลประโยชน์ย้อนหลัง แต่เข้าใจว่า สามารถเจรจาตกลงกันเองได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พิธีสารนาโงยานี้ เป็นพิธีสารภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ พิธีสารดังกล่าวได้รับการพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานแนวคิดที่ว่า ประเทศมีสิทธิอธิปไตยในทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ในขอบเขตอำนาจของตน ดังนั้น การเข้าถึงทรัพยากรพันธุกรรมในประเทศใดจึงต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมายภายในของประเทศนั้นๆ เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว ต้องมีการต่อรองเพื่อทำข้อตกลงในการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดจากการใช้ร่วมกัน โดยผลประโยชน์ที่แบ่งเป็นได้ทั้งตัวเงิน เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ เงินทุนการวิจัย และผลประโยชน์ที่ไม่เป็นตัวเงิน เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการร่วมเป็นเจ้าของสิทธิบัตร เป็นต้น โดยในอดีต ประเทศไทยเคยเสียผลประโยชน์ไปแล้วโดยไม่สามารถเรียกร้องใดๆ ได้ จากกรณีที่นักวิจัยชาวญี่ปุ่น เก็บเอาต้นเปล้าน้อยไปวิจัยพัฒนาจนกลายเป็นยารักษาโรคกระเพาะอาหาร.

กรมทรัพย์ยัน'เฮดแลนด์'ไม่ใช่ถมทะเล ไม่กระทบระบบนิเวศ

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2555

นิทัศน์ ภู่วัฒนกุล

อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ยันโครงการป้องกันการเซาะชายฝั่ง ในรูปแบบของการสร้างเฮดแลนด์ ไม่ใช่การถมทะเล และไม่กระทบระบบนิเวศ เตรียมหารือเอ็นจีโอ และชาวบ้านหาวิธีการที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน...

เมื่อวันที่ 13 ก.พ. นายนิทัศน์ ภู่วัฒนกุล อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์กรณีที่กรมทรัพยากรธรณี จะเสนอโครงการป้องกันการเซาะชายฝั่งในรูปแบบของการสร้างเฮดแลนด์ หรือพื้นที่ในทะเล ว่า ไม่อยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจผิด และเรียกโครงการนี้ว่า โครงการถมทะเล เพราะไม่ใช่การถมทะเล แต่เป็นเรื่องของการแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ที่ไม่ได้กระทำกันแบบเดิมๆ คือ สร้างเขื่อนติดชายฝั่งเป็นแนวยาว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ และป่าชายเลน และไม่ได้แก้ปัญหาแบบถาวร

ทั้งนี้ รูปแบบที่กรมทรัพยากรธรณี จะนำเสนอนั้น มีแค่หลักการ เพราะจะต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ก่อน รวมไปถึงนักวิชาการจากมหาวิทยาลัย และองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ด้วย แต่หลักการที่จะทำเฮดแลนด์คือ การแก้ปัญหาการปะทะของคลื่นกับชายฝั่งทะเลในทะเลด้านนอก หรือพื้นที่ที่อยู่ห่างจากฝั่งออกไป วิธีการนี้ไม่ใช่วิธีการใหม่ แต่ทำกันและประสบความสำเร็จมาแล้วในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศเกาหลี ซึ่งสามารถแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งได้ และมีแผ่นดินงอกกลับคืนมาอีกครั้งอย่างเห็นได้ชัด

อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กล่าวต่อว่า รูปแบบของเฮดแลนด์ จะเริ่มจากการตรวจสอบความเหมาะสมของลักษณะชั้นดิน ชั้นหิน และชั้นโคลนในทะเล ว่าเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน พื้นที่ที่กรมทรัพยากรธรณี นำเสนอเพื่อแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง เพราะเป็นปัญหารุนแรงมากในเวลานี้คือ พื้นที่ชายฝั่งทะเลรูปตัว ก. โดยตรวจสอบแล้วพบว่า ห่างจากชายฝั่งไปประมาณ 5-10 กิโลเมตร บริเวณนั้นจะมีความลึกประมาณ 5-10 เมตร เป็นชั้นโคลนที่ลึกอีกประมาณ 5-15 เมตร ถัดลงไปจะเป็นชั้นดินเหนียว วิธีการคือ ต้องสร้างแหล่งปะทะคลื่นในบริเวณ เป็นพื้นที่หนึ่งที่สามารถรับแรงปะทะของคลื่นได้ รูปแบบคล้ายๆ เกาะ ทั้งนี้แนวคลื่นจะมาปะทะพื้นที่บริเวณนี้ก่อนไปปะทะชายฝั่ง เป็นสิ่งก่อสร้างที่ไม่ส่งผลกับระบบนิเวศ โดยเฉพาะป่าชายเลน ที่สำคัญคือ วิธีการนี้ยังสามารถทำให้มีการไหลเข้าไหลออกของตะกอนดินตามธรรมชาติ นอกจากแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งแล้ว ยังทำให้แผ่นดินงอกเพิ่มขึ้นอีกด้วย

“สาเหตุที่เลือกพื้นที่อ่าวตัว ก. ทำโครงการนี้ เพราะพื้นที่ดังกล่าวมีปัญหาการเซาะชายฝั่งสูงสุดในประเทศ มีฝนตกและคลื่นลมแรง มีความพยายามแก้ปัญหานี้จากกลุ่มต่างๆ ทั้งนักวิชาการ ชาวบ้านและเอ็นจีโอ แต่ไม่มีวิธีการใดที่สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ครบวงจร และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายเลย สำหรับโครงการนี้ จะพยายามจนถึงที่สุดให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะชาวบ้านในพื้นที่ เอ็นจีโอ และนักวิชาการ ผมเลยยังไม่พูดถึงวิธีการ แต่จะพูดถึงหลักการ เพราะวิธีการนั้นจะต้องหารือกันตามความเหมาะสม จากความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง โดยจะเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาหารือกันปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้” อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กล่าว

เมื่อถามว่า รูปแบบในใจที่กำหนดเอาไว้สำหรับโครงการนี้ คือการสร้างแผ่นดิน หรือพื้นที่ขึ้นมาใหม่กลางทะเล คล้ายๆ กับแนวคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เคยมีแนวคิดจะถมทะเลสร้างเมืองใหม่ใช่หรือไม่ นายนิทัศน์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าแนวคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น เพื่อประโยชน์อะไร แต่โครงการนี้สร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลในพื้นที่อ่าวตัว ก. สำหรับพื้นที่ที่จะรับแนวคลื่นกลางทะเลนั้นจะสร้างอย่างไร ใช้วัสดุอะไร ต้องศึกษาเพิ่มเติม มีตัวให้เลือกอยู่แล้ว ว่าจะทำอย่างไร ใช้อะไร แต่ต้องฟังความคิดเห็นก่อน

“รูปแบบคือสร้างเป็นพื้นที่ เพราะดินและโคลนบริเวณนั้น สามารถรองรับพื้นที่ใหม่ได้ ถ้าจะให้ดี คือต้องเป็นกรีนโซน หรือสร้างเสร็จแล้ว ต้องเป็นพื้นที่อนุรักษ์ อาจจะสร้างเล็กๆ หลายจุด หรือจุดใหญ่จุดเดียว ต้องศึกษาเพิ่มเติมว่าแบบไหนเหมาะสมที่สุด ในวันที่รับฟังความคิดเห็นนั้น ผมจะเชิญผู้เชี่ยวชาญจากประเทศเกาหลี ที่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งโดยวิธีการนี้มาบรรยายให้ทุกคนฟังด้วย เรื่องงบประมาณและรายละเอียดการก่อสร้าง และการดำเนินการนั้น ยังไม่อยากพูดถึง เพราะต้องศึกษาความเหมาะสมให้ลงตัวก่อน” นายนิทัศน์ กล่าว.

มังกรแย้มเสียใจ แคนาดาถอนตัวพิธีสารเกียวโต

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 15 ธันวาคม 2554

จีนเผยหลังแคนาดาถอนตัวจากพิธีสารเกียวโต ระบุเสียใจแต่ขอให้สู้โลกร้อนต่อไป...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ว่า ขณะที่นานาชาติเพิ่งชื่นชมความสำเร็จ ในที่ประชุมสภาพอากาศโลกที่แอฟริกาใต้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งผู้แทนทั่วโลกเกือบ 22 ชาติ เห็นชอบให้ยืดอายุข้อตกลงสู้โลกร้อน “พิธีสารเกียวโต” ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2540 จะหมดวาระปลายปีหน้า ออกไปให้สิ้นสุดที่ปี 2560 และได้ข้อตกลงฉบับใหม่ที่มีกลุ่มชาติปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ทั้งหมดเข้าร่วม โดยให้เวลาพิจารณาเพื่อลงสัตยาบันภายในปี 2558 เพื่อบังคับใช้ในปี 2563

แต่คล้อยหลัง 1 วัน แคนาดากลับขอถอนตัวจากพิธีสารเกียวโตเป็นชาติแรก แต่ไม่เป็นที่ประหลาดใจมากนัก เพราะเคยทำท่าจะถอนตัวมาก่อนแล้ว ซึ่งนายปีเตอร์ เคนท์ รมว.สิ่งแวดล้อมแคนาดา แถลงเมื่อ 12 ธ.ค. หรือหลังกลับจากประชุมที่แอฟริกาใต้ ว่าแคนาดาจะถอนตัวจากพิธีสารเกียวโต อ้างไม่ใช่แนวทางสู้โลกร้อนแท้จริง เหตุไม่บังคับรวม 2 ชาติปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่คือสหรัฐฯ และจีน

การที่แคนาดาจะลดปล่อยก๊าซทำโลกร้อนตามเป้าในพิธีสารเกียวโตคือต่ำกว่าระดับ ปี 2533 ให้ได้ที่ 6% ในปีหน้า เท่ากับทุกอย่างต้องหยุดนิ่ง ห้ามรถราทุกชนิดวิ่งหรือแม้แต่ห้ามปิดเครื่องฮีตเตอร์ทำความร้อนทุกหลังคาเรือน การถอนตัวนอกจากส่งผลดีต่อเศรษฐกิจแล้วยังช่วยรอดพ้นไม่ถูกปรับเงิน 13,600 ล้านดอลลาร์ หรือราว 421,600 ล้านบาท ฐานทำไม่ได้ตามเป้าหมายและไม่แปลกใจถ้าจะมีชาติอื่นทำตามอย่างบ้าง ส่วนฝ่ายค้าน แย้งว่าพิธีสารเกียวโต ไม่มีโทษปรับ การถอนตัวแค่ช่วยรัฐบาลไม่ต้องแจ้งว่าทำไม่ได้ตามเป้า เหมือนเด็กที่รู้ตัวว่าจะสอบตก เลยขอดร็อปหรือพักการเรียนไปเลย

ส่วนจีน ชาติผู้ปล่อยก๊าซทำโลกร้อนรายใหญ่อันดับต้นๆ ของโลกแถลงว่า การถอนตัวของแคนาดาเป็นเรื่องน่าเสียใจ เรียกร้องแคนาดายึดมั่นข้อตกลงสู้โลกร้อนต่อไป

อียูเก็บสายการบินค่าปล่อยคาร์บอนกระทบต้นทุนสินค้าไทย

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วัน12 ธันวาคม 2554

 อียู เอาแน่ เรียกเก็บค่าธรรมเนียมปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากทุกสายการบิน รวมทั้งไทยที่ผ่านน่านฟ้าอียู ทั้ง 27 ประเทศ เริ่ม 1 ม.ค. 55 หวังลดภาวะโลกร้อน ด้านกรมเจรจาการค้าฯ ชี้กระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย และค่าโดยสารเครื่องบินที่จะเพ่ิมขึ้น...

นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2555 สหภาพยุโรป (อียู) จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (ก๊าซเรือนกระจก) จากทุกสายการบิน รวมทั้งสายการบินจากประเทศไทยที่บินเข้า-ออก ผ่านน่านฟ้าอียู 27 ประเทศ รวมทั้งนอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ เพื่อลดภาวะโลกร้อน ถือเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวจากสายการบิน ซึ่งแม้ว่าจะเป็นการก็บจากทุกสายการบินแบบไม่เลือกปฏิบัติ แต่ถือเป็นมาตรการที่กำหนดขึ้นเองฝ่ายเดียว และจะสร้างภาระและต้นทุนเพิ่มเติมแก่สายการบินค่อนข้างมาก ซึ่งภาระดังกล่าวจะถูกผลักมาสู่ผู้ใช้บริการการบิน ในรูปแบบของการขึ้นค่าโดยสารเครื่องบิน ค่าขนส่งสินค้า จนอาจทำให้สินค้าของไทยลดขีดความสามารถในการแข่งขันลง เพราะต้นทุนจะสูงขึ้นเมื่อเทียบกับสินค้าที่ผลิตภายในอียู นอกจากนี้ ยังอาจกระทบต่อเนื่องไปยังภาคธุรกิจอื่นๆ เช่น ธุรกิจบริการท่องเที่ยว

“การที่อียูเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษในภาคการขนส่งทางอากาศ เพราะสายการบินต้องใช้เชื้อเพลิงสูง ทำให้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่บรรยากาศของโลกในปริมาณสูง แม้ว่าสายการบินต่างๆ จะมีความพยายามลดการใช้เชื้อเพลิง เพื่อลดต้นทุนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ส่วนวิธีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมของแต่ละสายการบิน อียูจะกำหนดโควตาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกับแต่ละสายการบิน โดยหากสายการบินใดมีความพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ต่ำกว่าโควตาที่ได้รับ ก็สามารถขายโควตาที่เหลือให้กับสายการบินอื่นได้โดยผ่านวิธีการประมูล แต่หากสายการบินใดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินโควตาจะมีบทลงโทษจนถึงขั้นการห้ามบินทันที”.

by ThaiWebExpert