หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

เตือนอันตราย ค่าฝุ่นละอองพะเยาเกินมาตรฐาน

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2555

กรมควบคุมมลพิษตรวจพบค่าฝุ่นละอองในพื้นที่ จ.พะเยา เกินมาตรฐาน ย้ำหลีกเลี่ยงหรือลดการเผาวัชพืช เพื่อลดปริมาณฝุ่นสะสม ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ ...

วันที่ 16 ก.พ.55 ที่สถานีตรวจวัดสภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งติดตั้งอยู่ที่ศูนย์การเรียนรู้ริมกว๊านพะเยา ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อตรวจวัดสภาพฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือที่เรียกว่า PM 10 ที่มาจากการเผาป่าและวัชพืช แล้วลอยสะสมอยู่ในอากาศ ทำให้เกิดฟ้าหลัวครอบคลุมทั่วทั้งจังหวัดพะเยา ประกอบกับมีการเผาเศษวัชพืชและเผาป่าของชาวบ้าน และกลุ่มคนหาของป่า จึงเป็นส่วนหนึ่งของการสะสมฝุ่นละอองขนาดเล็ก โดยกว๊านพะเยาได้ถูกปกคลุมด้วยฝุ่นละอองขนาดเล็กจนไม่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ดอยหนอกที่เป็นเสมือนหนึ่งสัญลักษณ์ของกว๊านพะเยา หรือแม้แต่วัดติโลกอาราม กลางกว๊านพะเยา ที่อยู่ห่างจากฝั่งเพียง 300 เมตร ซึ่งมองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็น

นายปริญญา โศภิตภิญโญ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมจังหวัดพะเยา (ทสจ.พะเยา) เปิดเผยว่า จากสถิติตัวเลขที่เป็นข้อมูลการเกิดไฟป่ารวมถึงฝุ่นละอองขนาดเล็ก ที่มาจากการสะสมของเศษไม้ใบหญ้าที่ถูกเผากลายเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กเต็มท้องฟ้า กระจายครอบคลุมทั่วทั้งจังหวัด ซึ่งหากมีปริมาณเกินมาตรฐานที่ 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ติดต่อกันหลายวัน จะเป็นอันตรายต่อเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ ทั้งนี้ การเกิดฟ้าหลัวและมีฝุ่นละอองปกคลุมในพื้นที่จังหวัดพะเยา มาจากสาเหตุธรรมชาติ โดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม จะมีลมมรสุมจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ พัดขึ้นมาปะทะกับร่องความกดอากาศสูงที่มีความหนาวเย็น จึงทำให้ฝุ่นละอองจากจังหวัดข้างเคียง เช่น จังหวัดลำปาง ถูกกระแสลมพัดมาสะสม โดยเฉพาะในขณะนี้ที่จังหวัดพะเยา มีสภาพอากาศที่แปรปรวน คือ ช่วงกลางคืน ถึงช่วงสายๆ อากาศจะหนาวเย็น และในช่วงเที่ยงถึงเย็นอากาศจะร้อนจัด จึงเป็นจุดที่ฝุ่นละอองจะลอยมาสะสม ซึ่งหากพ้นเดือนมีนาคมไปแล้วถ้าฝนยังไม่ตก ก็จะมีโอกาสที่ฝุ่นละอองจะหนาแน่นจนเกินมาตรฐาน และทำให้เกิดการเจ็บป่วยจากมลพิษจากฝุ่นละอองได้

ดังนั้น จึงขอเตือนเกษตรกรและประชาชนทั่วไปในระยะนี้ ให้หลีกเลี่ยงการเผาเศษวัชพืชทุกชนิด เพื่อลดปริมาณฝุ่นละอองขึ้นไปสะสมในชั้นบรรยากาศ ล่าสุดในพื้นที่จังหวัดพะเยา มีปริมาณสะสมของฝุ่นละออง 121 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรซึ่งถือว่าเกินค่ามาตรฐานไปแล้ว.

ไทยลงนามพิธีสาร 'นาโงยา' รักษาผลประโยชน์ทรัพยากรพันธุกรรม

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2555

เลขาธิการ สผ. เผยประเทศไทยได้ร่วมลงนามในพิธีสารนาโงยา ให้กรมและกระทรวงต่างๆ เข้ามาทำวิจัย ทดลองที่เกี่ยวกับทรัพยากรชีวภาพในประเทศ เข้าถึงและแบ่งผลประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรม...

เมื่อวันที่ 15 ก.พ. นายสุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) แถลงข่าวว่า ประเทศไทย โดย สผ.ได้ร่วมลงนามในพิธีสารนาโงยา เรื่องการเข้าถึง และแบ่งผลประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรม เพื่อแสดงเจตนารมย์ว่า จะมีส่วนร่วมในการดำเนินการให้มีการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น จากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมให้กับผู้ที่เป็นเจ้าของทรัพยากร ซึ่งพิธีสารฉบับนี้นอกจากจะครอบคลุมการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมแล้ว หรือทรัพยากรชีวภาพ ไม่ว่าจะเป็น พืช สัตว์ จุลินทรีย์ และส่วนประกอบของสิ่งมีชีวิต ที่โดยทั่วไปจะมีการเข้าถึง เพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาวิจัย พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ หรือใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร การเกษตร ยา หรือเครื่องสำอางแล้ว ยังครอบคลุมไปถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือองค์ความรู้ในการนำทรัพยากรชีวภาพนั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์

“หลังจากที่เราลงนามแล้ว เราก็จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมอุทยานแห่งชาติฯ กรมป่าไม้ ฯลฯ กำหนดกฎเกณฑ์วิธีการ และออกเป็นระเบียบที่เกี่ยวกับการเข้าถึงและการแบ่งปันผลประโยชน์จากการเข้ามาทำวิจัย ทดลองที่เกี่ยวกับทรัพยากรชีวภาพในประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติในพิธีสารนาโงยานี้ เมื่อทำเรียบร้อยแล้ว ชัดเจนแล้ว จะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเสนอเข้าที่ประชุมสภาฯ เพื่ออนุมัติให้ไปให้สัตยาบัน ร่วมกับภาคีสมาชิกอื่นๆ ให้พิธีสารมีผลบังคับใช้ต่อไป โดยเวลานี้มี 92 ประเทศทั่วโลกลงนามในพิธีสารดังกล่าวแล้วรวมทั้งประเทศไทย” นายสุพัฒน์ กล่าว

เมื่อถามว่า หากประเทศไทยให้สัตยาบันในพิธีสารนาโงยาแล้ว จะสามารถเรียกผลประโยชน์ย้อนหลังจากภาคีสมาชิก ที่เคยมาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในประเทศไทย แต่ไม่ได้ให้ผลประโยชน์ได้หรือไม่ นาสุพัฒน์ กล่าวว่า พิธีสารไม่มีผลกับผลประโยชน์ย้อนหลัง แต่เข้าใจว่า สามารถเจรจาตกลงกันเองได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พิธีสารนาโงยานี้ เป็นพิธีสารภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ พิธีสารดังกล่าวได้รับการพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานแนวคิดที่ว่า ประเทศมีสิทธิอธิปไตยในทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ในขอบเขตอำนาจของตน ดังนั้น การเข้าถึงทรัพยากรพันธุกรรมในประเทศใดจึงต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมายภายในของประเทศนั้นๆ เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว ต้องมีการต่อรองเพื่อทำข้อตกลงในการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดจากการใช้ร่วมกัน โดยผลประโยชน์ที่แบ่งเป็นได้ทั้งตัวเงิน เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ เงินทุนการวิจัย และผลประโยชน์ที่ไม่เป็นตัวเงิน เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการร่วมเป็นเจ้าของสิทธิบัตร เป็นต้น โดยในอดีต ประเทศไทยเคยเสียผลประโยชน์ไปแล้วโดยไม่สามารถเรียกร้องใดๆ ได้ จากกรณีที่นักวิจัยชาวญี่ปุ่น เก็บเอาต้นเปล้าน้อยไปวิจัยพัฒนาจนกลายเป็นยารักษาโรคกระเพาะอาหาร.

กรมทรัพย์ยัน'เฮดแลนด์'ไม่ใช่ถมทะเล ไม่กระทบระบบนิเวศ

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2555

นิทัศน์ ภู่วัฒนกุล

อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ยันโครงการป้องกันการเซาะชายฝั่ง ในรูปแบบของการสร้างเฮดแลนด์ ไม่ใช่การถมทะเล และไม่กระทบระบบนิเวศ เตรียมหารือเอ็นจีโอ และชาวบ้านหาวิธีการที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน...

เมื่อวันที่ 13 ก.พ. นายนิทัศน์ ภู่วัฒนกุล อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์กรณีที่กรมทรัพยากรธรณี จะเสนอโครงการป้องกันการเซาะชายฝั่งในรูปแบบของการสร้างเฮดแลนด์ หรือพื้นที่ในทะเล ว่า ไม่อยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจผิด และเรียกโครงการนี้ว่า โครงการถมทะเล เพราะไม่ใช่การถมทะเล แต่เป็นเรื่องของการแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ที่ไม่ได้กระทำกันแบบเดิมๆ คือ สร้างเขื่อนติดชายฝั่งเป็นแนวยาว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ และป่าชายเลน และไม่ได้แก้ปัญหาแบบถาวร

ทั้งนี้ รูปแบบที่กรมทรัพยากรธรณี จะนำเสนอนั้น มีแค่หลักการ เพราะจะต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ก่อน รวมไปถึงนักวิชาการจากมหาวิทยาลัย และองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ด้วย แต่หลักการที่จะทำเฮดแลนด์คือ การแก้ปัญหาการปะทะของคลื่นกับชายฝั่งทะเลในทะเลด้านนอก หรือพื้นที่ที่อยู่ห่างจากฝั่งออกไป วิธีการนี้ไม่ใช่วิธีการใหม่ แต่ทำกันและประสบความสำเร็จมาแล้วในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศเกาหลี ซึ่งสามารถแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งได้ และมีแผ่นดินงอกกลับคืนมาอีกครั้งอย่างเห็นได้ชัด

อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กล่าวต่อว่า รูปแบบของเฮดแลนด์ จะเริ่มจากการตรวจสอบความเหมาะสมของลักษณะชั้นดิน ชั้นหิน และชั้นโคลนในทะเล ว่าเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน พื้นที่ที่กรมทรัพยากรธรณี นำเสนอเพื่อแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง เพราะเป็นปัญหารุนแรงมากในเวลานี้คือ พื้นที่ชายฝั่งทะเลรูปตัว ก. โดยตรวจสอบแล้วพบว่า ห่างจากชายฝั่งไปประมาณ 5-10 กิโลเมตร บริเวณนั้นจะมีความลึกประมาณ 5-10 เมตร เป็นชั้นโคลนที่ลึกอีกประมาณ 5-15 เมตร ถัดลงไปจะเป็นชั้นดินเหนียว วิธีการคือ ต้องสร้างแหล่งปะทะคลื่นในบริเวณ เป็นพื้นที่หนึ่งที่สามารถรับแรงปะทะของคลื่นได้ รูปแบบคล้ายๆ เกาะ ทั้งนี้แนวคลื่นจะมาปะทะพื้นที่บริเวณนี้ก่อนไปปะทะชายฝั่ง เป็นสิ่งก่อสร้างที่ไม่ส่งผลกับระบบนิเวศ โดยเฉพาะป่าชายเลน ที่สำคัญคือ วิธีการนี้ยังสามารถทำให้มีการไหลเข้าไหลออกของตะกอนดินตามธรรมชาติ นอกจากแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งแล้ว ยังทำให้แผ่นดินงอกเพิ่มขึ้นอีกด้วย

“สาเหตุที่เลือกพื้นที่อ่าวตัว ก. ทำโครงการนี้ เพราะพื้นที่ดังกล่าวมีปัญหาการเซาะชายฝั่งสูงสุดในประเทศ มีฝนตกและคลื่นลมแรง มีความพยายามแก้ปัญหานี้จากกลุ่มต่างๆ ทั้งนักวิชาการ ชาวบ้านและเอ็นจีโอ แต่ไม่มีวิธีการใดที่สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ครบวงจร และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายเลย สำหรับโครงการนี้ จะพยายามจนถึงที่สุดให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะชาวบ้านในพื้นที่ เอ็นจีโอ และนักวิชาการ ผมเลยยังไม่พูดถึงวิธีการ แต่จะพูดถึงหลักการ เพราะวิธีการนั้นจะต้องหารือกันตามความเหมาะสม จากความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง โดยจะเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาหารือกันปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้” อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กล่าว

เมื่อถามว่า รูปแบบในใจที่กำหนดเอาไว้สำหรับโครงการนี้ คือการสร้างแผ่นดิน หรือพื้นที่ขึ้นมาใหม่กลางทะเล คล้ายๆ กับแนวคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เคยมีแนวคิดจะถมทะเลสร้างเมืองใหม่ใช่หรือไม่ นายนิทัศน์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าแนวคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น เพื่อประโยชน์อะไร แต่โครงการนี้สร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลในพื้นที่อ่าวตัว ก. สำหรับพื้นที่ที่จะรับแนวคลื่นกลางทะเลนั้นจะสร้างอย่างไร ใช้วัสดุอะไร ต้องศึกษาเพิ่มเติม มีตัวให้เลือกอยู่แล้ว ว่าจะทำอย่างไร ใช้อะไร แต่ต้องฟังความคิดเห็นก่อน

“รูปแบบคือสร้างเป็นพื้นที่ เพราะดินและโคลนบริเวณนั้น สามารถรองรับพื้นที่ใหม่ได้ ถ้าจะให้ดี คือต้องเป็นกรีนโซน หรือสร้างเสร็จแล้ว ต้องเป็นพื้นที่อนุรักษ์ อาจจะสร้างเล็กๆ หลายจุด หรือจุดใหญ่จุดเดียว ต้องศึกษาเพิ่มเติมว่าแบบไหนเหมาะสมที่สุด ในวันที่รับฟังความคิดเห็นนั้น ผมจะเชิญผู้เชี่ยวชาญจากประเทศเกาหลี ที่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งโดยวิธีการนี้มาบรรยายให้ทุกคนฟังด้วย เรื่องงบประมาณและรายละเอียดการก่อสร้าง และการดำเนินการนั้น ยังไม่อยากพูดถึง เพราะต้องศึกษาความเหมาะสมให้ลงตัวก่อน” นายนิทัศน์ กล่าว.

มังกรแย้มเสียใจ แคนาดาถอนตัวพิธีสารเกียวโต

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 15 ธันวาคม 2554

จีนเผยหลังแคนาดาถอนตัวจากพิธีสารเกียวโต ระบุเสียใจแต่ขอให้สู้โลกร้อนต่อไป...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ว่า ขณะที่นานาชาติเพิ่งชื่นชมความสำเร็จ ในที่ประชุมสภาพอากาศโลกที่แอฟริกาใต้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งผู้แทนทั่วโลกเกือบ 22 ชาติ เห็นชอบให้ยืดอายุข้อตกลงสู้โลกร้อน “พิธีสารเกียวโต” ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2540 จะหมดวาระปลายปีหน้า ออกไปให้สิ้นสุดที่ปี 2560 และได้ข้อตกลงฉบับใหม่ที่มีกลุ่มชาติปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ทั้งหมดเข้าร่วม โดยให้เวลาพิจารณาเพื่อลงสัตยาบันภายในปี 2558 เพื่อบังคับใช้ในปี 2563

แต่คล้อยหลัง 1 วัน แคนาดากลับขอถอนตัวจากพิธีสารเกียวโตเป็นชาติแรก แต่ไม่เป็นที่ประหลาดใจมากนัก เพราะเคยทำท่าจะถอนตัวมาก่อนแล้ว ซึ่งนายปีเตอร์ เคนท์ รมว.สิ่งแวดล้อมแคนาดา แถลงเมื่อ 12 ธ.ค. หรือหลังกลับจากประชุมที่แอฟริกาใต้ ว่าแคนาดาจะถอนตัวจากพิธีสารเกียวโต อ้างไม่ใช่แนวทางสู้โลกร้อนแท้จริง เหตุไม่บังคับรวม 2 ชาติปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่คือสหรัฐฯ และจีน

การที่แคนาดาจะลดปล่อยก๊าซทำโลกร้อนตามเป้าในพิธีสารเกียวโตคือต่ำกว่าระดับ ปี 2533 ให้ได้ที่ 6% ในปีหน้า เท่ากับทุกอย่างต้องหยุดนิ่ง ห้ามรถราทุกชนิดวิ่งหรือแม้แต่ห้ามปิดเครื่องฮีตเตอร์ทำความร้อนทุกหลังคาเรือน การถอนตัวนอกจากส่งผลดีต่อเศรษฐกิจแล้วยังช่วยรอดพ้นไม่ถูกปรับเงิน 13,600 ล้านดอลลาร์ หรือราว 421,600 ล้านบาท ฐานทำไม่ได้ตามเป้าหมายและไม่แปลกใจถ้าจะมีชาติอื่นทำตามอย่างบ้าง ส่วนฝ่ายค้าน แย้งว่าพิธีสารเกียวโต ไม่มีโทษปรับ การถอนตัวแค่ช่วยรัฐบาลไม่ต้องแจ้งว่าทำไม่ได้ตามเป้า เหมือนเด็กที่รู้ตัวว่าจะสอบตก เลยขอดร็อปหรือพักการเรียนไปเลย

ส่วนจีน ชาติผู้ปล่อยก๊าซทำโลกร้อนรายใหญ่อันดับต้นๆ ของโลกแถลงว่า การถอนตัวของแคนาดาเป็นเรื่องน่าเสียใจ เรียกร้องแคนาดายึดมั่นข้อตกลงสู้โลกร้อนต่อไป

อียูเก็บสายการบินค่าปล่อยคาร์บอนกระทบต้นทุนสินค้าไทย

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วัน12 ธันวาคม 2554

 อียู เอาแน่ เรียกเก็บค่าธรรมเนียมปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากทุกสายการบิน รวมทั้งไทยที่ผ่านน่านฟ้าอียู ทั้ง 27 ประเทศ เริ่ม 1 ม.ค. 55 หวังลดภาวะโลกร้อน ด้านกรมเจรจาการค้าฯ ชี้กระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย และค่าโดยสารเครื่องบินที่จะเพ่ิมขึ้น...

นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2555 สหภาพยุโรป (อียู) จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (ก๊าซเรือนกระจก) จากทุกสายการบิน รวมทั้งสายการบินจากประเทศไทยที่บินเข้า-ออก ผ่านน่านฟ้าอียู 27 ประเทศ รวมทั้งนอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ เพื่อลดภาวะโลกร้อน ถือเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวจากสายการบิน ซึ่งแม้ว่าจะเป็นการก็บจากทุกสายการบินแบบไม่เลือกปฏิบัติ แต่ถือเป็นมาตรการที่กำหนดขึ้นเองฝ่ายเดียว และจะสร้างภาระและต้นทุนเพิ่มเติมแก่สายการบินค่อนข้างมาก ซึ่งภาระดังกล่าวจะถูกผลักมาสู่ผู้ใช้บริการการบิน ในรูปแบบของการขึ้นค่าโดยสารเครื่องบิน ค่าขนส่งสินค้า จนอาจทำให้สินค้าของไทยลดขีดความสามารถในการแข่งขันลง เพราะต้นทุนจะสูงขึ้นเมื่อเทียบกับสินค้าที่ผลิตภายในอียู นอกจากนี้ ยังอาจกระทบต่อเนื่องไปยังภาคธุรกิจอื่นๆ เช่น ธุรกิจบริการท่องเที่ยว

“การที่อียูเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษในภาคการขนส่งทางอากาศ เพราะสายการบินต้องใช้เชื้อเพลิงสูง ทำให้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่บรรยากาศของโลกในปริมาณสูง แม้ว่าสายการบินต่างๆ จะมีความพยายามลดการใช้เชื้อเพลิง เพื่อลดต้นทุนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ส่วนวิธีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมของแต่ละสายการบิน อียูจะกำหนดโควตาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกับแต่ละสายการบิน โดยหากสายการบินใดมีความพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ต่ำกว่าโควตาที่ได้รับ ก็สามารถขายโควตาที่เหลือให้กับสายการบินอื่นได้โดยผ่านวิธีการประมูล แต่หากสายการบินใดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินโควตาจะมีบทลงโทษจนถึงขั้นการห้ามบินทันที”.

ประชุมโลกร้อนเล็งหาแหล่งพลังงานสะอาด

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 3 ธันวาคม 2554

การประชุมโลกร้อน เล็งหาแหล่งพลังงานสะอาดเพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศ ชี้พลังงานถ่านหินทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ต้องดูตัวอย่างหายนะใหญ่เหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ของญี่ปุ่นระเบิด...

เมื่อ 1 ธ.ค. การประชุมภาวะโลกร้อนของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่เมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งจะมีจนถึงวันที่ 9 ธ.ค.นั้น ร่วมกันหาแหล่งพลังงานสะอาดเพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศ เพราะพลังงานถ่านหินปล่อยก๊าซคาร์บอนทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ก็ต้องดูตัวอย่างหายนะครั้งใหญ่จากเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ของญี่ปุ่น ระเบิดจนรังสีรั่วไหล กระนั้น นายเอช. โฮลเกอร์ ร็อกเนอร์

ประธานด้านศึกษาค้นคว้าทางเศรษฐกิจและการวางแผนของสำนักงานพลังงานปรมาณูสากล (ไอเออีเอ) เผยว่า พลังงานทดแทนยังไม่เหมาะกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจทั่วโลกที่แข่งกันเติบโต ซึ่งไอเออีเอคาดว่าภายในปี 2573 จะมีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 90 แห่ง จากปัจจุบัน 432 แห่งทั่วโลก

ขณะเดียวกัน บริษัทเมเปิลครอฟต์ ซึ่งเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์เสี่ยงภัยธรรมชาติ ตั้งสำนักงานในอังกฤษ เผยว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลกกว่าครึ่งหนึ่งมาจาก 5 ประเทศอันดับต้นๆ ได้แก่ จีน สหรัฐฯ อินเดีย รัสเซีย และญี่ปุ่น ส่วนบราซิล เยอรมนี แคนาดา เม็กซิโก และอิหร่าน ก่อมลภาวะทางอากาศน้อยกว่า ทั้งนี้ จีนปล่อยทั้งก๊าซคาร์บอน ก๊าซมีเทน และไนเตรต ออกไซด์ ที่มาจากการเผาไหม้ถ่านหิน คิดเป็นปริมาณ 9,441 เมกะตัน ส่วนอินเดียส่วนใหญ่ปล่อยก๊าซมีเทนซึ่งมาจากภาคเกษตรกรรม 2272.45 เมกะตัน

วันเดียวกัน เกิดกระแสลมแรงหอบความเร็วสูงสุด 160 กม./ชม.กระหน่ำทั้งรัฐแคลิฟอร์เนีย และหลายพื้นที่ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ รวมเนวาดา, ยูทาห์, อริโซนา และนิวเม็กซิโก ทำให้กระแสไฟฟ้าดับ ต้นไม้หักโค่น การจราจรระส่ำ สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง คาดยังคงรุนแรงถึงวันศุกร์ 2 ธ.ค.

การประชุม"โลกร้อน"ของสหประชาชาติ เริ่มแล้ว

ที่ประชุม"โลกร้อน" ของสหประชาชาติชี้ สภาวะอากาศเลวร้ายส่งผลกระทบราคาอาหารโลกพุ่งสูง ขณะอุทกภัยใหญ่ในไทยทำราคาข้าวปรับสูงขึ้นกว่า 30 %...

การประชุมว่าด้วยสภาพอากาศโลกของสหประชาชาติ ที่เมืองเดอร์บัน แอฟริกาใต้ 12 วัน เพื่อหาข้อตกลงแก้ปัญหาโลกร้อนแทนพิธีสารเกียวโตท่ีจะหมดอายุในปี 2555 เริ่มขึ้นเมื่อ 28 พ.ย. มีตัวแทนจาก 191 ประเทศเข้าร่วม สาระหลักเน้นเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกท่ีทำให้โลกร้อนขึ้น โดยประธานาธิบดีจาค็อบ ซูมา เจ้าภาพ กล่าวเปิดประชุมว่า ภาวะโลกร้อนก่อให้เกิดความทุกข์ยากและความขัดแย้งใน แอฟริกา ไล่ตั้งแต่ภัยแล้งในซูดานและโซมาเลีย ไปจนถึงน้ำท่วมในแอฟริกาใต้ พร้อมทั้งกระตุ้นให้แต่ละชาติมองข้ามผลประโยชน์ของตนเองเพื่อร่วมกันแก้ปัญหานี้

ด้านองค์กรบรรเทาทุกข์ “อ็อกซ์แฟม” เผยแพร่รายงานระบุว่า สภาพอากาศสุดเลวร้ายต่างๆ ผลักดันให้ราคาอาหารโลกพุ่งขึ้น พลโลกท่ียากจนท่ีสุดต้องจ่ายเงินถึง 75% ของรายได้ของตนเป็นค่าอาหาร ส่วนรายงานขององค์การอาหารและเกษตรกรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ เอฟเอโอ ประเมินว่า เกษตรกรต้องผลิตอาหารเพิ่มขึ้นถึง 70% ภายในปี 2593 เพื่อตอบสนองความต้องการของประชากรโลกท่ีจะพุ่งถึง 9,000 ล้านคน ทั้งยังระบุว่าภาวะน้ำท่วมตั้งแต่เดือน ก.ย.ทำให้ราคาข้าวในไทย และเวียดนามสูงขึ้นถึง 25% และ 30% ตามลำดับ

อนึ่ง นายโทนี่ เบิร์ค รมว. สิ่งแวดล้อมออสเตรเลีย เสนอร่างนโยบายฟื้นฟูสภาพแวดล้อม บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเมอร์เรย์-ดาร์ลิง ซึ่งมีอาณาเขตเชื่อมต่อระหว่าง 4 รัฐทางตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้วยรัฐควีนส์แลนด์ นิวเซาท์เวลส์ วิคตอเรีย และ เซาท์ ออสเตรเลีย โดยเสนอให้ลดปริมาณการใช้นำ้ในพื้นที่ดังกล่าวลงปีละประมาณ 250,000 ล้านลูกบาศก์ลิตร นาน 7 ปี เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและภาวะน้ำกร่อยต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาอันเป็นผลจากภาวะโลกร้อน

'ดินไหว-เขาไฟปะทุ' อีเมล์โลกร้อนจ่อโผล่

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 24 พฤศจิกายน 2554

เกิดแผ่นดินไหวที่โบลิเวีย 6.2 รู้สึกไกลถึงเปรูและชิลี และภูเขาในชิลีปะทุซ้ำจนเศษขี้เถ้าลอยฟุ้งเต็มท้องฟ้า ขณะที่อีเมล์ชื่อ “Climategate” ที่ปั่นป่วนไปทั่วโลก เมื่อ 2 ปีก่อน อาจกลับมาเขย่าออนไลน์อีก...

เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.2 ริกเตอร์ ปรับลดลงจาก 6.7 ริกเตอร์ ที่สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ วัดได้ก่อนหน้าทางตอนเหนือของโบลิเวีย เมื่อช่วงบ่าย 14.28 น. ของวันอังคาร 22 พ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น หรือราว 01.48 น. วันพุธที่ 23 พ.ย.ตามเวลาไทย ซึ่งรู้สึกได้ในหลายหัวเมืองใหญ่จนไปไกลถึงเปรูและชิลี ทั้งนี้ จุดศูนย์กลางแรงสั่นไหวห่างจากกรุงตรินิแดด เมืองเอกของรัฐเบนี ในโบลิเวีย ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ 60 กม. ลึกลงไปชั้นใต้ดิน 533.3 กม. เบื้องต้นยังไม่มีรายงานความเสียหาย รวมถึงการเตือนภัยคลื่นยักษ์สึนามิ

วันเดียวกัน สายการบินในอุรุกวัยและอาร์เจนตินาต้องยกเลิกหรือล่าช้าออกไปหลายชม. ก่อนกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพราะภูเขาไฟปูเยฮิว ในชิลีปะทุซ้ำจนเศษขี้เถ้าลอยฟุ้งเต็มท้องฟ้า จากเดิมที่ปล่อยฟุ้งนาน 4 เดือนตั้งแต่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน กลุ่ม 8 ประเทศในอเมริกาใต้ ได้แก่ บราซิล โบลิเวีย โคลอมเบีย เอกวาดอร์ กายอานา เปรู ซูรินาเม และเวเนซุเอลา ลงนามบันทึกการประชุมร่วมกันที่เมืองมาเนาส์ ของบราซิล ว่าจะปกป้องการตัดไม้ทำลายป่า ส่งเสริมการอนุรักษ์และพัฒนาผืนป่าอย่างยั่งยืน ตามสนธิสัญญาความร่วมมือผืนป่าอะเมซอน 2521 (โอทีซีเอ) สำหรับการประชุมการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ครั้งหน้าในเดือน มิ.ย.ปี 2555

มหาวิทยาลัยอีสต์ แองเกลีย ในอังกฤษ เผยถึงจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีเมล์ หัวข้อ “Climategate” ที่ปั่นป่วนไปทั่วโลกถึงสาเหตุโลกร้อนเมื่อ 2 ปีก่อน อาจกลับมาเขย่าออนไลน์อีก เพราะเชื่อว่าคนปล่อยมีเจตนาจุดประเด็นซ้ำว่ามาจากธรรมชาติหรือฝีมือมนุษย์ ก่อนที่การประชุมโลกร้อนของยูเอ็นจะมาถึงสัปดาห์หน้าที่เมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งนักวิชาการสิ่งแวดล้อมต่างเชื่อว่าเป็นเกมทางการเมืองที่ต้องการให้ชาวโลกหลงทิศทาง.

รัฐโยนหินถามทาง ชี้ชะตา 'ทุ่งกุลาร้องไห้' 'กาสิโน' หรือ 'คลังข้าวหอมมะลิ'

ผู้เขียน: 
ศูนย์ข่าวภาคอีสานตอนล่าง

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันศุกร์ ที่ 07 ตุลาคม 2554

เป็นกระแสขึ้นมาอีกครั้ง สำหรับโครงการเมกะโปรเจคท์หมื่นล้าน ที่จะนำดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็น “ทุ่งกุ้งกุลาร้องไห้” มาทำเป็น “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” หรือที่เรียกว่า “บ่อนกาสิโน” แบบครบวงจร ซึ่งทันทีที่ นายวันชัย สุระกุล ผอ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้เสนอแนวคิดนี้ขึ้นมา ให้เหตุผลว่าจะนำรายได้ไปพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ ซึ่งในหลายประเทศที่พัฒนาแล้วก็ทำกัน ดึงเม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่ประเทศ แต่ประเทศไทยกลับไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เพราะคนในสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนาหู พร้อมกับรุมต่อต้าน

ทั้งนี้ย้อนกลับไปดูประวัติของ “ทุ่งกุลาร้องไห้” เดิมเป็นที่ราบขนาดใหญ่ มีพื้นที่กว่า 2 ล้านไร่ ในเขต จ.สุรินทร์ (อ.ชุมพลบุรี อ.ท่าตูม) จ.มหาสารคาม(อ.พยัคฆภูมิพิสัย) จ.บุรีรัมย์ (อ.พุทไธสง) จ.ศรีสะเกษ (อ.ราษีไศล) จ.ยโสธร (อ.มหาชนะชัย) และจ.ร้อยเอ็ด (อ.ปทุมรัตต์ อ.เกษตรวิสัย อ.สุวรรณภูมิ อ.โพนทราย) สมัยโบราณมีเรื่องเล่าสืบกันมาว่า ชนเผ่ากุลาที่เป็นชนกลุ่มน้อยจากประเทศพม่า เดินทางมาค้าขายผ่านทุ่งแห่งนี้ โดยต้องใช้เวลาหลายวันในการเดินทาง ที่แห่งนี้ไม่มีหมู่บ้าน ไม่มีน้ำกิน แม้แต่ต้นไม้ยังไม่ให้ร่มเงา มีเพียงแค่ทุ่งหญ้าเต็มไปหมด พื้นดินก็แห้งแล้งเป็นทราย กว่าจะเดินทางผ่านพ้นไปได้ต้องใช้ความยากลำบากพอสมควร บางคนที่มาเยือนถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เนื่องจากเหมือนเดินย่ำทะเลทราย

แต่เมื่อวันเวลาผันเปลี่ยน ปัจจุบัน “ทุ่งกุลาร้องไห้” กลายเป็นแหล่งผลิต “ข้าวหอมมะลิ” คุณภาพดีที่สุดในโลก เรียกได้ว่าขึ้นชื่อถึงขนาดติดอันดับ โดยวันที่ 26 ตุลาคม 2550 กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ หากชุมชนใดที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว แต่นำไปแอบอ้างชื่อข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้กับสินค้าข้าวของตน ถือว่าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ขณะเดียวกันข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขณะนี้กำลังเดินหน้าโครงการพัฒนาข้าวหอมมะลิอินทรีย์ทุ่งกุลาร้องไห้ 1.27 ล้านไร่ ซึ่งมีเกษตรกรอาศัยอยู่ทั้งสิ้น 87,400 ครัวเรือน โดยเพิ่มผลผลิตข้าวหอมมะลิเพื่อการส่งออกจาก 250 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 470 กิโลกรัมต่อไร่

นอกจากนี้ยังประมาณการผลผลิตในปี 2552-2556 โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 2 แสนตัน ภายใน 5 จังหวัดในทุ่งกุลาร้องไห้ ได้แก่ ร้อยเอ็ด พื้นที่นา 986,807 ไร่ เป้าหมายพื้นที่ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ 150,000 ไร่ ได้ผลผลิต 75,000 ตัน, สุรินทร์ พื้นที่นา 575,993 ไร่ เป้าหมายพื้นที่ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ 150,000 ไร่ ได้ผลผลิต 75,000 ตัน, ศรีสะเกษ พื้นที่นา 287,000 ไร่ เป้าหมายพื้นที่ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ 50,000 ไร่ ได้ผลผลิต 25,000 ตัน, มหาสารคาม พื้นที่นา 193,890 ไร่ เป้าหมายพื้นที่ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ 30,000 ไร่ ได้ผลผลิต 15,000 ตัน และยโสธร พื้นที่นา 64,000 ไร่ เป้าหมายพื้นที่ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ 20,000 ไร่ ได้ผลผลิต 10,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าข้าวหอมมะลิอินทรีย์ในทุ่งกุลาร้องไห้ในพื้นที่เป้าหมาย 4 แสนไร่ ซึ่งถ้าเป็นไปตามเป้าหมายจะสร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทยมูลค่าถึง 4,000 ล้านบาท

แต่เนื่องจากมีแนวคิดการสร้าง “บ่อนกาสิโน” ในพื้นที่ “ทุ่งกุลาร้องไห้” ที่ภาครัฐกำลังหยั่งกระแสสังคม ซึ่งมันสะท้อนเบื้องต้นได้ว่าภาครัฐชั่งใจระหว่างการเลือกพัฒนาข้าวหอมมะลิไปสู่ระดับโลก กับการพัฒนาบ่อนการพนัน โดยเมื่อเอ่ยถึงกาสิโน คนในสังคมได้รุมกันต่อต้าน เพราะฉะนั้นต้องรอฟังเสียงจากคนภายในพื้นที่ต้องรอฟังต่อไป.

หวั่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ละลาย ทำชาวโลก 500 ล้านชีวิตไร้ที่อยู่

โดยหนังสิอพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 7 กันยายน 2554

 

ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล เผยว่า ในอนาคตประชากรกว่า 500 ล้านคนทั่วโลก จะไม่มีที่อยู่อาศัย หากธารน้ำแข็งที่กรีนแลนด์กับเขาหิมาลัย ละลายหมด...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเม่ือวันที่ 7 ก.ย. ว่า นายรอเบิร์ต เพอร์เวส ที่ปรึกษาด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเป็นกรรมการบริหารขององค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล หรือ ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ (WWF) ชาวออสเตรเลีย ได้ออกเดินทางสำรวจแผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์ ก่อนที่จะเดินทางไปสำรวจธารน้ำแข็งโคลัมเบียของประเทศแคนาดา รวมถึงแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้เคียงอีก 12 แผ่น ซึ่งเป็นแหล่งที่ให้ทรัพยากรน้ำแก่ประเทศถึง 65 เปอร์เซ็น

เพอร์เวส พบว่า น้ำทะเลในกรีนแลนด์นั้นอุ่นมาก จนเกิดสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลชนิดใหม่กว่า 100 ชนิด ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตราย "กรีนแลนด์กำลังตกอยู่ในภาวะอันตราย น้ำแข็งที่ละลายอาจเพิ่มระดับความสูงของน้ำทะเลได้ถึง 9 ฟุต หรืออาจจะถึง 15 ฟุตทีเดียว และนั่นจะทำให้ประชาชนถึง 500 ล้านคนในโลกนี้ไร้ที่อยู่อาศัย"

ทั้งนี้ จากข้อมูลของ เพอร์เวส ระบุว่า สภาพการณ์ในปัจจุบันของธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งเป็นต้นกำเนิดแหล่งน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคที่สำคัญของประเทศจีนและอินเดีย เนื่องจากปริมาณและความหนาของธารนำ้แข็งลดลงจากที่เคยวัดในช่วงปี 1980 ถึง 50เปอร์เซ็น กอปรกับประชากรโลกที่อาจเพิ่มขึ้นอีก 2 พันล้านคน เป็น 9 พันล้านคนในอนาคต โดยเฉพาะ 1 พันล้านคนในทวีปแอฟริกา ซึ่งเพอร์เวส กล่าวว่าน่ากังวลถึงผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างมาก.

by ThaiWebExpert