หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

อุตสาหกรรมจัดระบบใบอนุญาต ยกมอบภาระให้ ส.อ.ท.เซ็นแทน


นางอรรชกา สีบุญเรือง ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่าจากที่กระทรวงอุตสาหกรรม และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ได้แต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม 4 คณะประกอบด้วย 1) คณะทำงานปรับปรุงการออกใบอนุญาตต่างๆ ของกระทรวงอุตสาหกรรม 2) คณะทำงานการแก้ไขปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมและขยะ อุตสากรรม 3) คณะทำงานเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมและ 4) คณะทำงานต่อต้านคอร์รัปชันในทุกรูปแบบ


ล่าสุดได้มีการรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะทำงานทั้ง 4 คณะได้แก่ 1) การมอบหมายให้ ส.อ.ท.เป็นผู้ตรวจสอบโรงงานและต่ออายุใบอนุญาตแทนเจ้าพนักงาน โดยเน้นโรงงานที่ไม่มีปัญหาสิ่งแวดล้อม และเป็นสมาชิกของ ส.อ.ท.ก่อน ขณะนี้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) อยู่ระหว่างกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน 2) การให้ส่งเสริมสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยที่ได้รับเครื่องหมาย มอก. โดยเน้นให้การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศไทยก่อน 3) การชะลอการออกใบอนุญาตการนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กเส้นคอนกรีตรีดร้อนและเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนเจืออัลลอยด์จากต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการขออนุญาต และ 4) ความร่วมมือระหว่าง ส.อ.ท. กับกระทรวงอุตสาหกรรม ในการจัดทำโครงการ/กิจกรรมเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติเนื่องในวาระปีใหม่ ที่คาดว่าน่าจะเป็นการจัดงานขายสินค้าในราคาโรงงาน คณะทำงานจะหารือเรื่องสถานที่และเวลาอีกครั้ง
 

ไขลานตั้งนิคมกำจัดขยะอุตสาหกรรม กนอ.จับเข่ากรมป่าไม้หาพื้นที่ราชการ

นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมีโครงการผลักดันให้โรงงานอุตสาหกรรม ที่มีของเสียอันตรายและกิจการที่เกี่ยวข้องกับขยะอุตสาหกรรมทั้งระบบทั่วประเทศ จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมกำจัดกากอุตสาหกรรม โดยขณะนี้ ได้มอบให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ไทย (กนอ.) และกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ไป สำรวจพื้นที่ที่เหมาะสม คาดว่าในปี 58 จะได้ข้อสรุป และเริ่มเชิงพาณิชย์ในปี 60 สำหรับรูปแบบการดำเนินงานมี 2 แนวทางคือให้ กนอ.ลงทุนทั้งหมด หรือส่งเสริมให้เอกชนดำเนินการ ซึ่งเอกชนหลายรายมีความพร้อม แต่ติดปัญหาเรื่องที่ดิน โดย กนอ.และ กรอ. จะไปช่วยดูพื้นที่ส่วนราชการจากกรมป่าไม้และพื้นที่ของทหาร

“ปีนี้จะมีปริมาณกากอุตสาหกรรมเข้าสู่ระบบการกำจัดกาก ที่ถูกต้องเพียง 900,000 ตัน จากเป้าหมาย 1.2 ล้านตัน ขณะที่ปริมาณกากทั้งประเทศรวม 3 ล้านตัน โดยปี 58 จึงตั้งเป้าว่ากากอุตสาหกรรมเข้าระบบจำนวน 1.5 ล้านตัน โดยเข้มงวดให้เอกชนกำจัดกากอย่างถูกระบบ หากไม่รายงานปริมาณกากจะลงโทษตามกฎหมาย


นายวีรพงษ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่า กนอ. อยู่ระหว่างการประสานงานกับกรมป่าไม้ และกรมการอุตสาหกรรมทหาร เพื่อดูพื้นที่เหมาะสมสำหรับการจัดตั้งนิคมฯกำจัดกากอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นนิคมฯกำจัดกากทั้งกากอุตสาหกรรมทั่วไป และกากอันตราย มีพื้นที่เหมาะสม 10,000 ไร่ แต่จะใช้ดำเนินการจริง ในการกำจัดกากเพียง 5,000 ไร่ ส่วนที่เหลือจะเป็นการทำพื้นที่กันชน (บับเบิ้ลโซน) เอาไว้ป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมในอนาคต.

ทิ้งสารเคมี

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 29 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรับร้องเรียนจากชาวบ้านในพื้นที่ หมู่ 10 ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ว่ามีการลักลอบนำสารเคมีมาเก็บและฝังในพื้นที่ส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง เมื่อสูดดมเข้าไปก็จะทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะและปวดหัว นายรุ่งหอม ใยแจ้ง อายุ 68 ปี ชาวบ้านเผยว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ดินไว้เก็บของเก่าตามโรงงานต่างๆ คาดว่ามีโรงงานบางแห่งมักง่ายนำสารเคมีมาทิ้งไว้ แจ้งไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลคลองห้ายังไม่มีใครมาตรวจ ขณะนี้ชาวบ้านเดือดร้อนเหม็นกลิ่นสารเคมี อยากขอวิงวอนภาครัฐช่วยแก้ไข.

โรงงานปล่อยน้ำเสีย

โรงงานน้ำเสีย ; พ.อ.ชินโชติ บุญไพศาลเจริญ รอง ผอ.กอ.รมน.กาญจนบุรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 26 ต.ค. กรณีชาวบ้านหมู่ 7 ต.แสนตอ อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ร้องเรียน คสช.กาญจนบุรี ได้รับความเดือดร้อนจากโรงงานแห่งหนึ่งปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำแม่กลองจนทำให้น้ำเสียว่า หลังการร้องเรียนทหารหน่วยรักษาความสงบในพื้นที่ได้ประสานงานอุตสาหกรรมจังหวัดเข้าไปตรวจสอบแก้ไขไม่ให้เกิดผลกระทบกับสุขอนามัยของประชาชนและชุมชนในพื้นที่ หากพบมีผลกระทบ ผู้ประกอบการต้องรีบแก้ไขตามระเบียบกฎหมายอย่างเร็วที่สุด ทั้งนี้ อยากแจ้งไปยังโรงงานต่างๆ ที่ตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำทุกแห่งให้ช่วยตรวจสอบการดำเนินการเกี่ยวกับการบำบัดน้ำเสียและการดูแลเรื่องผลกระทบต่อชุมชนด้วย เพื่อมิให้เกิดปัญหาสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนและชุมชนในพื้นที่ 

กฟผ.ลุ้นสิ่งแวดล้อม สร้างโรงไฟฟ้ากระบี่


นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยภายหลัง กฟผ.รับฟังความเห็นประชาชนถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) โครงการสร้างท่าเทียบเรือถ่านหินบ้านคลองรั้ว และโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด ขนาด 870 เมกะวัตต์ จังหวัดกระบี่ ครั้งที่ 3 หรือ ค.3 ว่า ได้รับฟังความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ 65 คน มีทั้งผู้เห็นด้วยและผู้ไม่เห็นด้วย ซึ่ง กฟผ.ได้รวบรวมข้อมูลไว้ คาดว่าจะใช้เวลา 2-3 เดือน นำผลสรุปจากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้ง 3 ครั้ง นำเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สวล.) เพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป เชื่อว่าขั้นตอนทั้งหมดนี้จะเสร็จสิ้นภายในกลางปี 2558

ด้านนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยหลังประชุมคณะกรรมการบริหารมาตรการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนว่า ที่ประชุมได้อนุมัติโครงการรับซื้อไฟฟ้าต่อเนื่อง โดยมีการพิจารณาตอบรับซื้อไฟฟ้าตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด อาทิ ผู้ขายต้องมีจุดเชื่อมโยงกับระบบส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้า หรือระบบส่งที่ชัดเจน. 

ตัดทิ้งยางพารากว่า 24 ไร่ ลอบปลูกในป่า 'ภูลังกา'


รอง ผวจ.บึงกาฬนำ จนท.เข้าตัดทำลายต้นยางพารา1,700ต้นในป่า"ภูลังกา"เขตอ.บึงโขงหลง หลังมีชาวบ้านบุกรุกแผ้วถางปลูกยางในพื้นที่กว่า24ไร่ ยึดคืนผืนป่า ดำเนินคดีตามพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฯ


เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 7 ส.ค.57 นายธวัชชัย รักขนาม รอง ผวจ.บึงกาฬ พร้อมด้วย นายสว่าง เฟื่องกระแสร์ ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 (อุดรธานี) นายสุรสันต์ เพชรสุวรรณรังษี ปลัดจังหวัดบึงกาฬ พ.ท.คทาสิทธิ์ เสียงอ่อน เสธ.กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย จ.บึงกาฬ นำกำลังเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร ทหาร ตำรวจ จนท. เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าภูวัว กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และอบต.จำนวน 150 นาย เข้าตัดทิ้งยางพาราจำนวน 2 แปลง ที่มีผู้บุกรุกเข้าไปปลูกในเขตอุทยานแห่งชาติภูลังกา บริเวณบ้านโนนชมภู ต.โพธิ์หมากแข้ง อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่พบว่าต้นยางพาราในแปลงดังกล่าว อายุยาง 4 ปีและ 10 ปี จำนวน 1,700 ต้น ปลูกอยู่ในเนื้อที่ 24 ไร่ 2 งาน 46 ตารางวา ที่มีราษฎรบุกรุกแผ้วถาง ซึ่งการเข้าไปตัดต้นยางในครั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 22 เข้าดำเนินการตรวจยึดดำเนินคดี โดยไม่มีเจ้าของแปลงยางพารามาแสดงตน หรือขัดขวางในการตัดทิ้งต้นยางในครั้งนี้แต่อย่างใด

นายสว่าง เฟื่องกระแสร์ ผอ.สบอ.10 กล่าวว่าก่อนหน้านี้ได้มีการประชุมหารือระดับจังหวัดเพื่อยึดคืนผืนป่า 2 แปลง แต่เจ้าของยางได้เข้าร้องขอความเป็นธรรมกับศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดบึงกาฬ ต่อมามีการพูดคุยทำความเข้าใจกัน และกำหนดวันเข้าตัดทำลายต้นยางพาราในวันนี้ ท่ามกลางบรรยากาศที่มีฝนตกลงมาตลอด แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรค เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยทุกคนให้ความร่วมมือและช่วยเหลือกันดี ใช้เวลาถึงเที่ยงวันก็ตัดเสร็จ หลังจากนี้จะนำไม้ยืนต้นมาปลูกทดแทนต้นยางพารา เพื่อคืนผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ให้กับธรรมชาติและพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูลังกาต่อไป.

 

ประมงระยอง จ่อฟ้อศาล คราบน้ำมันเกยหาดเสม็ด

24 ก.ค. 2557 21:00


สมาคมประมงพื้นบ้านเรือเล็ก จ.ระยอง เตรียมรวบรวมรายชื่อกว่า 100 คน เพื่อยื่นให้กับทนายความ เตรียมฟ้องศาลแพ่งเรียกร้องค้าชดเชย กรณีท่อส่งน้ำมันของ บริษัท ปตท.รั่วไหล เข้าเกาะเสม็ด

วันที่ 24 ก.ค.57 มีรายงานว่า ที่สมาคมประมงเรือเล็ก ศาลาร่วมใจ ชายหาดแม่รำพึง ต.ตะพง อ.เมืองระยอง ได้มีกลุ่มประมง เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีท่อส่งน้ำมันของ บริษัท ปตท.โกลบอล เคมิคอล จำกัด รั่วไหล เข้าเกาะเสม็ด เมื่อเดือน ก.ค. 56 กว่า 100 คน ทยอยมา ลงรายชื่อ และยื่นเอกสารส่วนตัวให้กับกลุ่ม เพื่อรวบรวมรายชื่อ ยื่นให้กับทนายความ เตรียมฟ้องศาลแพ่ง เรียกร้องเพิ่มเติม จากเดิมที่เคยได้รับ

นายสำออย รัตนวิจิตร นายกสมาคมประมงพื้นบ้านเรือเล็ก จ.ระยอง เปิดเผยว่า หลังจากคาบน้ำมันรั่วเข้าเกาะเสม็ด ผลกระทบที่เกิดขึ้น ได้กระจายเป็นวงกว้าง และยังไม่จบสิ้น เพราะถึงแม้ว่า ทาง บริษัท ปตท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาในช่วงเกิดเหตุ มีการจ่ายเงินเยียวยา ให้ผู้ได้รับผลกระทบไปบ้างแล้วนั้น แต่เวลาผ่านไป 1 ปี ไม่ได้หมายความว่าปัญหาทุกอย่างจะคลี่คลายหรือจบลง เพราะทุกวันนี้ชาวประมง ยังหากินไม่ได้ สัตว์น้ำในทะเลร่อยหรอ เพราะมันถูกตัดวงจรชีวิต ตั้งแต่เกิดเหตุ ส่วนสภาพของท้องทะเลตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็มีแต่คาบน้ำมัน ผุดขึ้น ตามชายหาดต่างๆ อย่างต่อเนื่อง สัตว์ทะเลตายผิดธรรมชาติ บ่อยครั้ง

นายสำออย เปิดเผยต่อว่า จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขามาตรวจสอบซ้ำ และเร่งแก้ไขปัญหา ก่อนท้องทะเล จะไม่เหลือ กุ้งหอยปูปลา ให้ลูกหลานได้เห็น อีกในอนาคตซึ่งในวันพรุ่งนี้ (25 ก.ค) เวลา 09.00 น. แกนนำกลุ่มประมง พร้อมทนายความ นัดหมายนำเอกสารหลักฐาน ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง เพื่อเรียกร้องค้าชดเชย จากการได้รับผลกระทบกรณีคราบน้ำมันรั่ว เพราะการจ่ายเงินเยียวยาที่ผ่านมา ไม่เพียงพอ ต่อมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยคาดว่าจะมีผู้ร่วมในการยื่นฟ้อง กว่า 400 ราย. 

สารพิษในวัสดุก่อสร้าง


     เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. นายสมพร จองคำ ผอ.สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่าขณะนี้มีบ้านและคอนโดนมิเนียมจำนวนมากนำวัสดุจำพวกหินแกรนิต หินภูเขาไฟ หรือหินที่มีส่วนผสมของแร่ชนิดต่างๆ ที่นำมาเป็นส่วนประกอบในวัสดุก่อสร้าง ซึ่งในวัสดุดังกล่าวมีส่วนผสมของก๊าซเรดอนในตระกูลก๊าซเฉือยที่มีอยู่ในธรรมชาติปะปนอยู่ และจะส่งผลให้ผู้ที่อยู่ในบ้านปูนที่เปิดแอร์ตลอด หรือไม่มีอากาศถ่ายเท อาจได้รับผลกระทบจากการสูดแก๊สเรดอนเข้าไปเป็นเวลานานและอาจนำมาสู่การเป็นมะเร็งปอดได้ ดังนั้น ขอให้ผู้ประกอบการด้านวัสดุก่อสร้างได้นำตัวอย่างวัสดุที่จำหน่ายให้ลูกค้ามาตรวจวัดค่าแก๊สเรดอน โดยขอรับคำปรึกษาได้ที่ สทน. โทร. 0-2401-9885 เพื่อความปลอดภัยในระยะยาวของผู้บริโภค

ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 18 มิ.ย. 2557 (กรอบบ่าย)

คพ.ชี้ปี 57 ภาคเหนือเจอ 'ฝุ่นละออง' สูงกว่าปีก่อน

     คพ.เผยปี 57 ภาคเหนือมีแนวโน้มเจอปัญหา 'ฝุ่นละออง' สูงกว่าทุกปี พร้อมขอความร่วมมือ 9 จังหวัดภาคเหนือ งดเผาในที่โล่ง ทั้งเผาป่า เผากิ่งไม้ เผาขยะมูลฝอย รวมถึงเศษวัสดุในพื้นที่การเกษตร...
     กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เฝ้าติดตามตรวจสอบและเฝ้าระวังสถานการณ์หมอกควันในภาคเหนือ 9 จังหวัด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-11 มีนาคม 2557 ซึ่งพบปริมาณฝุ่นละอองสูงสุด 243 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในวันที่ 7 มีนาคม 2557 ที่สถานีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านสบป้าด อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง และสูงเกินเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ไม่เกิน 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในหลายจังหวัด
     จากสถานการณ์มลพิษหมอกควันภาคเหนือ ในขณะนี้ที่เกินค่ามาตรฐานในหลายจังหวัด เมื่อเปรียบเทียบผลการตรวจวัดจำนวนวันที่ฝุ่นละอองมีค่าเกินเกณฑ์มาตรฐาน ระหว่างปี 2556-2557 ในช่วงวันที่ 1 มกราคม-11 มีนาคม พบว่า ปี 2557 ที่มีปริมาณฝุ่นละอองสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน จำนวน 21 วัน ที่จ.ลำปาง แพร่ พะเยา น่าน เชียงราย และเชียงใหม่ ในขณะที่ปี 2556 ในช่วงเวลาเดียวกัน พบปริมาณฝุ่นละอองสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน 8 วัน ที่จังหวัดลำปาง เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย แม่ฮ่องสอน และแพร่
     คพ.จึงขอความร่วมมือประชาชน เกษตรกร ลดต้นเหตุของปัญหาหมอกควัน โดยงดเผาในที่โล่ง ไม่ว่าจะเป็นการเผาป่า การเผาเศษกิ่งไม้ใบไม้ การเผาขยะมูลฝอยในครัวเรือน และการเผาเศษวัสดุในพื้นที่เกษตร ในช่วงเวลาห้ามเผาของแต่ละจังหวัด ดังนี้

จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 21 เมษายน 2557
จังหวัดเชียงราย วันที่ 21 มกราคม – 30 เมษายน 2557
จังหวัดลำปาง วันที่ 27 มกราคม – 6 พฤษภาคม 2557
จังหวัดลำพูน วันที่ 21 มกราคม – 30 เมษายน 2557
จังหวัดแพร่ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 11 พฤษภาคม 2557
จังหวัดพะเยา วันที่ 10 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน 2557
จังหวัดน่าน วันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน 2557
จังหวัดแม่ฮ่องสอน วันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน 2557
จังหวัดตาก วันที่ 14 กุมภาพันธ์ – 13 เมษายน 2557

ทั้งนี้ หากพบเห็นการเผาในที่โล่ง ขอให้แจ้ง 1362 (ไฟป่า) 1784 (การเผาในชุมชน) 1650 (สายด่วน คพ.) เพื่อจะได้ดำเนินการดับไฟได้อย่างทันท่วงที และขอฝากให้ประชาชนติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศ ซึ่ง คพ. มีการรายงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้ปฏิบัติตนให้ถูกต้องกรณีเกิดหมอกควัน เช่น หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีหมอกควันปกคลุม โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง (เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ) ใช้ผ้าชุบน้ำปิดปากและจมูก งดออกกำลังกลางแจ้งในพื้นที่ที่มีหมอกควันปกคลุม

ตัดวงจรโรคร้ายสายพันธุ์ใหม่

ผู้เขียน: 
นิพนธ์ โชติบาล - เตือนใจ นุชดำรงค์


นิพนธ์ โชติบาล  -  เตือนใจ นุชดำรงค์
กรมอุทยานฯ “เอาอยู่” สกัดกระทิงป่ากุยบุรีตายแก้พิษ “คอสตริเดียม โนวิอาย”
คอสตริเดียม โนวิอาย (Clostridium novyi)

     โรคร้ายสายพันธุ์ใหม่จาก เชื้อแบคทีเรีย น่าจะเป็น “คำตอบสุดท้าย” ในความพยายามค้นหาสาเหตุการตายที่แท้จริงของกระทิงป่ากุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 24 ตัว ที่ตายต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 2 ธ.ค. 2556 ถึงวันที่ 22 ม.ค. 2557
     และนั่นน่าจะหมายถึงความพยายามของ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการหยุด “ความตาย” ของกระทิงป่ากุยบุรี น่าจะใกล้ความเป็นจริง
     เพราะหลังการพบซากกระทิงตัวสุดท้าย จนถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีรายงานการพบซากกระทิงเพิ่มเติม
     และหากย้อนรอยกลับไปในช่วงมีการพบซากกระทิงต่อเนื่องในพื้นที่โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟู ป่าสงวนแห่งชาติป่ากุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จะพบว่ามีข้อสันนิษฐานถึงสาเหตุการตายของกระทิงมากมายทั้งความขัดแย้งในพื้นที่และการวางยา
     และก่อนที่ข้อสันนิษฐานจะลุกลามบานปลาย กรมอุทยานฯ ซึ่งรับผิดชอบผืนป่ากุยบุรีก็เร่ง “ค้นหาข้อเท็จจริง” โดย นายนิพนธ์ โชติบาล รอง อธิบดี รักษาการอธิบดีกรมอุทยานฯได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องการตายของกระทิงขึ้นมา 2 ชุด เพื่อเป็นการตีกรอบ “ประเด็น” หรือ “สาเหตุการตาย” ของกระทิงให้แคบลง โดยชุดที่ 1 เป็นคณะกรรมการชุดที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการพื้นที่ และเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงจากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย มี นายสมัคร ดอนตาปี ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ เป็นประธาน และชุดที่ 2 เป็นคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางวิชาการ ดูเกี่ยวกับเรื่องของสารพิษกับ โรค มี นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ รอง อธิบดีกรมอุทยานฯ เป็นประธาน
     ซึ่งล่าสุด ได้ผลสรุปว่า ไม่มีสาเหตุของความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่อุทยานฯด้วยกันถึงขนาดจะต้องมีการวางยากระทิง ส่วนเรื่องการแย่งชิงงบประมาณในพื้นป่ากุยบุรี จากการตรวจสอบพบว่า มีแต่งบประมาณปกติ ไม่มีงบประมาณพิเศษเข้ามา จึงไม่น่าเป็นชนวนเหตุการตายของกระทิง
     “เช่นเดียวกับการล่าตัดออกไป เพราะเราพบเนื้อและเขาของกระทิงอยู่ครบ รวมทั้งไม่พบอาวุธใดๆ ในพื้นที่ที่กระทิงถูกฆ่า ขณะที่กรณีเจ้าหน้าที่ ขัดแย้งกันแล้วไปฆ่ากระทิง ถ้าวิเคราะห์ตามเหตุผลก็ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะการวางยากระทิงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ คนโกรธแค้นกันวางแค่ตัว 2 ตัวก็พอแล้ว ไม่ต้องวางถึง 24 ตัว มันไม่สมเหตุสมผล” นายนิพนธ์ระบุ
     ขณะที่ผลการสอบสวนในส่วนของสารพิษกับโรคของกระทิง พบว่า ไม่พบโลหะหนัก ยาฆ่าแมลง ยาเบื่อหนู ไซนาไนด์ สารหนู แม้จะพบไนเตรทจากพืชอาหารในกระเพาะของซากกระทิงเกือบทุกตัว แต่ปริมาณไนเตรทไม่ได้มีมากพอที่จะทำให้กระทิงตายได้ ส่วนไมยราบไร้หนาม พบมีการกระจายอยู่น้อยมากในพื้นที่ที่พบซากกระทิง โดยพืชที่กระทิงกินส่วนใหญ่ 99.5% คือหญ้า เพราะฉะนั้นไมยราบไร้หนาม จึงไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้กระทิงตายได้
     นอกจากนี้ การตรวจวิเคราะห์ ดิน ดินโป่ง ตะกอนดิน และแหล่งน้ำ ก็ไม่พบยาฆ่าแมลง หรือ ไซยาไนด์
     ดังนั้น เชื้อแบคทีเรียคอสตริเดียม โนวิอาย ที่พบจากกระทิง 15 ซากและจากดิน 1 ตัวอย่าง ที่ตรวจสอบโดยทีมสัตวแพทย์กรมอุทยานฯ ร่วมกับคณะสัตวแพทย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ จึงน่าจะเป็นไปได้ที่สุด
     “เชื้อแบคทีเรียคอสตริเดียม โนวิอาย เป็นเชื้อที่สามารถผลิตสารพิษที่ก่อให้เกิดโรคดำหรือโรคแบล็ก ดีซีส (Black disease) เชื้อดังกล่าวอยู่ในดินและเมื่อกระทิงไปกินหญ้าจากดินที่มีเชื้อทำให้ ได้รับเชื้อและเชื้อจะไปบล็อกไม่ให้ออกซิเจนเข้าไปในร่างกายและทำลายอวัยวะภายในจนทำให้ตายแบบฉับพลันได้ แต่ในประเทศไทยยังไม่เคยมีรายงานการพบโรคนี้มาก่อน” สพ.ญ.ตวงทอง ปัจฉิมศิริ สถาบันสุขภาพสัตว์กรมปศุสัตว์ หนึ่งในทีมแพทย์กล่าว
     ขณะที่ นางเตือนใจ นุชดำรงค์ ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานฯ กล่าวเสริมว่า เชื้อแบคทีเรียคอสตริเดียม โนวิอายหรือโรคดำ ทำให้เกิดโรคโลหิตเป็นพิษเฉียบพลัน โรคดำได้รับชื่อจากลักษณะสีเข้มหรือสีดำใต้ผิวหนังเนื่องจากการแตกของเส้นเลือดฝอยในเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ในต่างประเทศพบในวัว แกะ ม้า ที่ไปกินดินในพื้นที่ที่มีพยาธิใบไม้ตับ แบคทีเรียดังกล่าวจะผลิตสปอร์ ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายสัตว์จากลำไส้และสปอร์จะถูกส่งไปยังตับและจะปล่อยสารพิษทำให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อ ระบบหลอดเลือด ทำให้สัตว์อยู่ในภาวะซึมเศร้าและตายในที่สุด ซึ่งในส่วนของกระทิง ต้องศึกษาต่อไปว่า เชื้อนี้จะเป็นสาเหตุที่ทำให้กระทิงส่วนใหญ่ตายหรือไม่ ทั้งนี้เชื้ออาจจะเข้าสู่ตัวกระทิงโดยกระทิงไปกินหญ้าที่มีดินปนเปื้อนอยู่
     “ขณะนี้ เชื้อแบคทีเรียคอสตริเดียม โนวิอาย ถูกส่งไปเพาะเชื้อในต่างประเทศเพื่อยืนยันว่าใช่สาเหตุที่แท้จริงหรือไม่ ภายในเดือน ก.พ.นี้ น่าจะทราบผลอย่างเป็นทางการ” ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่ากล่าวย้ำ
     และระหว่างที่รอการยืนยัน กรมอุทยานฯ ได้ดำเนินการกลบฝัง ทำลายซากกระทิงและฆ่าเชื้อบริเวณเพื่อทำลายเชื้อจุลินทรีย์หรือเชื้อโรคต่างๆ บริเวณที่พบซากกระทิงเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค รวมทั้งกำหนดแนวเขตกันชน (buffer zone) เพื่อป้องกันการระบาดของโรคสู่สัตว์ป่า
     “จากนี้กรมอุทยานฯจะตั้งคณะทำงานสำรวจติดตามประชากรกระทิงและสัตว์ป่าชนิดอื่น รวมทั้งตั้งคณะทำงานติดตามสุขภาพสัตว์เพื่อทำการเก็บตัวอย่างเลือดและสารคัดหลั่งเพื่อตรวจสุขภาพสัตว์ป่า เรียกว่าคุมเข้มทั้งระบบ ที่สำคัญจะมีการตั้งสถาบันสุขภาพสัตว์ป่าแห่งชาติเพื่อเสริมสร้างให้มาตรการ ป้องกันและควบคุมโรคในสัตว์ป่ามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” นายนิพนธ์กล่าว
     “ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม” มองว่า แม้จะยังไม่มีการชี้ชัดลงไปว่าสาเหตุที่กระทิงป่ากุยบุรีตาย เพราะโรคดำที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียคอส– ตริเดียม โนวิอายหรือไม่ แต่เราเห็นความพยายามของกรมอุทยานฯในการค้นหา “คำตอบ” รวมทั้งมาตรการในการป้องกันท่ามกลางความสับสน การตั้งคำถามและความกดดันจากสังคม
     จากวันนี้คงต้องรอผลการยืนยันเชื้อจากห้องปฏิบัติการและเร่งลงมือแก้ไข
     อย่าให้กระทิงต้องสังเวยชีวิตด้วยโรคร้ายต่อไปอีกเลย.

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

by ThaiWebExpert