เดลินิวส์

บ้านคาร์บอนต่ำ

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน 2554

แนวทางการก้าวเดินสู่สังคมคาร์บอนต่ำคือกระแสของโลก ณ ตอนนี้ โครงการประกวดแนวความคิดออกแบบบ้านและอาคารตึกแถวคาร์บอนต่ำ ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน : อบก.) เชิญชวนให้ผู้สนใจส่งแบบบ้านเข้ามาประกวดตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา และเลื่อนการรับผลงานออกไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายน สำหรับโครงการนี้มีเป้าหมาย เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการก่อสร้างบ้านและอาคารตึกแถวที่สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยแบบดังกล่าวจะได้รับการเผยแพร่เป็นต้นแบบให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือประชาชนทั่วไป พร้อมทั้งรณรงค์ให้ผู้ประกอบอาชีพทางสถาปัตยกรรม ผู้ประกอบธุรกิจด้านที่อยู่อาศัย และผู้ที่ต้องการซื้อหรือสร้างบ้านและอาคารตึกแถวเกิดความตระหนักและเห็นความสำคัญต่อการลดโลกร้อน ได้ทราบถึงหลักเกณฑ์ที่สำคัญที่ควรคำนึงถึงและให้ความสนใจต่อการออกแบบที่อยู่อาศัยที่มีส่วนช่วยในการลดก๊าซเรือนกระจก

บ้านและอาคารตึกแถวคาร์บอนต่ำ หมายถึง บ้านและอาคารตึกแถวที่มีการก่อสร้าง วัสดุอุปกรณ์ การใช้งาน การซ่อมแซมและทุบทำลาย มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยตลอดวัฏจักรชีวิตของบ้านหรืออาคารนั้น ๆ เมื่อเทียบกับบ้านและอาคารตึกแถวแบบปกติ

ทั้งนี้ การดำเนินการก่อสร้างบ้านและอาคารตึกแถวคาร์บอนต่ำนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญในกระบวนการออกแบบ (Design) เป็นอย่างมาก โดยบ้านและอาคารตึกแถวคาร์บอนต่ำจะต้องมีการจัดการก๊าซเรือนกระจกที่จะเกิดขึ้นจากกิจกรรมต่าง ๆ ของบ้านและอาคารได้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความสามารถในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การจัดการของเสีย การใช้วัสดุและทรัพยากรต่าง ๆ อย่างประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนมีความสามารถในการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้เป็นอย่างดี

ดังนั้นลักษณะสำคัญของบ้านและอาคารตึกแถวคาร์บอนต่ำในประเทศไทย ควรออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศร้อนชื้น (Tropical Design) สามารถป้องกันและบรรเทาปัญหาน้ำท่วม ไม่สะสมความชื้น และระบายความร้อนได้ดี นอกจากนี้การออกแบบบ้านและอาคารตึกแถวคาร์บอนต่ำ ยังต้องคำนึงถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการลดก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มการดูดซับคาร์บอน ภายในบ้านและอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ใครที่คิดจะสร้างบ้านแล้วยังไม่มีแบบบ้านอดใจรออีกนิด เพื่อรอแบบบ้านคาร์บอนต่ำ เพราะมีทั้งบ้านเดี่ยว และแบบอาคารตึกให้เลือก หรือติดตามความคืบหน้าที่ เว็บไซต์ http://www.tgo.or.th/

ระบบดี บริหารจัดการดี...ไม่น่าห่วงอย่างที่คิด ปัญหาน้ำท่วมเมืองกรุง

ผู้เขียน: 
พัชรินทร์ ธรรมรส

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันจันทร์ ที่ 19 กันยายน 2554

สถานการณ์อุทกภัยในหลายจังหวัดตอนบนของประเทศขณะนี้ รวมทั้งปริมาณน้ำในเขื่อนหลักขนาดใหญ่ ที่ใกล้เต็มความจุเขื่อน ทำให้หลายคนกำลังจับตาว่าน้ำเหนือที่กำลังไหลบ่าลงมาจะส่งผลให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ หรือไม่

กรุงเทพมหานครตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำตามธรรมชาติ มีแม่น้ำเจ้าพระยา ที่เป็นทางผ่านของน้ำเหนือไหลออกสู่อ่าวไทย ที่มีวิถีชีวิตที่อยู่กับน้ำ เป็นเมืองหลวงศิวิไลซ์ และยังมีการทำเกษตรกรรม ดังนั้นจึงเป็นเมือง ที่ต้องมีระบบในการป้องกันน้ำท่วมมาก เพื่อปรับเปลี่ยนสอดคล้องกับการเติบโตของเมือง ที่ผ่านมาคนกรุงได้รู้ซึ้งถึงคำว่า “น้ำท่วมกรุงเทพฯ” อยู่หลายครั้ง ถ้านับครั้งล่าสุด ก็คือในปี พ.ศ.2538 ที่น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ริมฝั่งระดับน้ำสูงถึง 50 เซนติเมตร บางจุดสูง 1 เมตร เช่น บริเวณถนนจรัญสนิทวงศ์ เขตบางพลัด บางกอกน้อย และถนนเจริญกรุง เขตคลองสาน รวมระยะเวลาน้ำท่วมประมาณ 2 เดือน สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนและสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ’สภาพของน้ำท่วมขังในกรุงเทพฯ ทุกวันนี้คงเทียบไม่ได้และห่างไกลจากอดีตที่เคยเกิดขึ้น เพราะเป็นเพียงน้ำขังที่รอการระบาย ซึ่งพื้นที่ในเมืองผลกระทบมากสุดก็อยู่แค่ระดับล้นฟุตปาธทางเท้า ทำให้รถติด ต้องรอเวลา 2-3 ชั่วโมง ระบายหมดไป ไม่ใช่สภาพของน้ำท่วมแบบที่ในต่างจังหวัดที่ประสบอยู่ในขณะนี้“

ส่วนที่จะเรียกว่าน้ำท่วมได้จริง ก็มีเฉพาะบ้านเรือนที่บุกรุกริมแม่น้ำลำคลองนอกแนวเขื่อน ที่ต้องรับสภาพของปริมาณน้ำหลากในคลองและแม่น้ำในช่วงฤดูฝน ที่ต้องขนข้าวของขึ้นที่สูง ต้องต่อสะพานไม้เพื่อเป็นทางสัญจรชั่วคราว ในช่วงเวลาไม่นาน ส่วนพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมและที่ลุ่มต่ำ ที่จะเป็นแหล่งรับน้ำที่ไหลลงมาทางด้านตะวันออกนั้น ตั้งแต่มีการก่อสร้างแนวคันกั้นน้ำพระราชดำริ ตั้งแต่ปีพ.ศ.2528 ก็สามารถป้องกันน้ำท่วมเข้ามาสมทบพื้นที่ภายในกรุงเทพฯ ได้ แต่ยังมีบริเวณนอกคันที่กินพื้นที่เขตคลองสามวา หนองจอก มีนบุรี และลาดกระบัง ยังคงได้รับผลกระทบ เนื่องจากการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิที่ทำให้ทางระบายน้ำปรับเปลี่ยนย้อนกลับเข้ามาเมืองกรุง รวมทั้งลักษณะการใช้ที่ดินในบริเวณดังกล่าวที่มีการขยายตัวของที่อยู่อาศัยไปในพื้นที่เกษตรกรรม และหมู่บ้านจัดสรรที่ไม่มีระบบการระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ จึงยังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังในช่วงที่มีฝนตกหนักและน้ำเอ่อล้นคลองได้ แต่ก็เป็นช่วงระยะเวลาที่ไม่นาน และส่วนใหญ่เป็นการท่วมขังในเส้นทางสัญจรและพื้นที่รกร้าง ยังไม่ถึงขั้นเดินทางออกมาใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้

นายสัญญา ชีนิมิตร ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า ปัจจุบันระบบต่าง ๆ ได้มีการพัฒนาไปมากที่จะช่วยบริหารจัดการสถานการณ์น้ำได้ดีขึ้น ณ วันนี้กรุงเทพฯ ยังปลอดภัย สำหรับข้อกังวลในเรื่องปริมาณน้ำเหนือที่จะมาถึงในช่วงนี้นั้น ยังประเมินว่าใกล้เคียงกับช่วงปี 2553 ซึ่งน้ำเหนือที่ผ่านกรุงเทพฯ อยู่ที่ประมาณ 3,000–4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยปริมาณน้ำสูงสุด ในเดือน ต.ค. ที่ 4,652 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนปริมาณน้ำในเขื่อนหลักในช่วงนี้ถือว่ามีมากกว่าปีผ่านมาซึ่งหากฝนด้านเหนือไม่ตกหนักลงมาอีกก็จะช่วยชะลอการปล่อยน้ำลงมาด้านล่างได้ ส่วนน้ำหนุน ในปีนี้น้ำจะหนุนสูงในช่วงวันที่ 27–29 ต.ค. โดยหนุนสูงสุดที่ 1.31 เมตรซึ่งถือว่ายังห่างกันอยู่ แต่ปัจจัยที่เป็นตัวแปรที่สำคัญและต้องเฝ้าระวังคือ น้ำฝนที่จะตกในกรุงเทพฯ เนื่องจากเดือนต.ค.ยังเป็นเดือนที่กรุงเทพฯจะมีปริมาณฝนตกลงมามาก และในปีนี้ ปริมาณฝนตกมามากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ โดยปริมาณฝนถึงเดือน ก.ย. นี้ ตกมา 1,764 มิลลิเมตร สูงกว่าปกติที่จะมีฝนทั้งปีที่ 1,181 มิลลิเมตร ซึ่งพบว่าแนวโน้มฝนตกในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังในช่วงนี้ไปจนถึงปลายเดือนต.ค.

อย่างไรก็ตามระบบการป้องกันปัญหาน้ำท่วมมีความพร้อมมากขึ้น ส่วนหลัก ๆ ที่เห็นได้ชัดคือแนวเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยาของกทม.ที่แล้วเสร็จกว่า 75 กิโลเมตรป้องกันระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาได้สูง 2.50 เมตร ซึ่งเหลืออีกประมาณ 11 กิโลเมตร ที่เป็นฟันหลอเนื่องจากติดบ้านเรือนรุกล้ำที่ผ่านมาต้องใช้กระสอบทรายอุดและบางจุดก็ใช้ผนังอาคารเป็นแนวป้องกัน แต่ภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงการใช้อาคาร ซึ่ง กทม. ได้เตรียมก่อสร้าง ในส่วนนี้ ตามแผนจะให้แล้วเสร็จในปี 2556 ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ เขตคลองเตย บางนา พระโขนง ยานนาวาและ สัมพันธวงศ์ สำหรับโครงการอุโมงค์ยักษ์ ที่แล้วเสร็จเปิดใช้งานแล้ว 1 แห่ง คืออุโมงค์พระราม 9-รามคำแหง ที่ช่วยพร่องน้ำในคลองหลัก คือ คลองแสนแสบ คลองประเวศบุรีรมย์ คลองมหานาค คลองสามเสน คลองบางซื่อ เพิ่มพื้นที่เก็บน้ำเพื่อรอการระบายได้กว่า 1 ล้าน ลบ.ม. และช่วยให้การระบายน้ำท่วมขังในย่านบางกะปิ ลาดพร้าว รามคำแหง พระราม 9 ได้เร็วขึ้น โดยขณะนี้ กทม. มีอุโมงค์ระบายน้ำแล้วเสร็จรวม 7 แห่งระยะทาง 19.13 กิโลเมตร ระบายน้ำได้ 155.5 ลบ.ม. ต่อวินาที

นอกจากนี้ยังมีการสร้างระบบพื้นที่ปิดล้อมย่อย ๆ เพื่อสะดวกในการสูบน้ำออก จากพื้นที่จุดอ่อนน้ำท่วม มีอยู่ 15 จุดคือ 1. ถนนจันทน์ เซ็นหลุยส์ สาธุประดิษฐ์ 2. ถนนพหลโยธินจากคอลงสามเสนถึงคลองบางซื่อ 3. ถนนสุขุมวิท จากคลองพระโขนง ถึงซอยลาซาล 4. ถนนสุขุมวิทบริเวณซอย 34 และ 49 5. ถนนลาดพร้าวจากคลองลาดพร้าวถึงห้างเดอะมอลล์ 6. ถนนนวมินทร์จากคลองดอนอีกาถึงแยกประเสริฐมนูกิจ 7. ถนนรัชดาภิเษกหน้าห้างโรบินสัน 8. ถนนรัชดาภิเษก บริเวณแยกรัชดา-ลาดพร้าว 9. ถนนเพชรบุรีจากถนนบรรทัดทองถึงแยกราชเทวี 10. ถนนนิคมมักกะสัน 11. ถนนพระราม 6 หน้าตลาดประแจจีน 12. ถนนเพชรเกษม ซอยเพชรเกษม 63 (วัดม่วง) 13. ถนนเย็นอากาศ จากถนนนางลิ้นจี่ถึงซอยศรีบำเพ็ญ 14. ถนนศรีนครินทร์ช่วงคลองตาสาดถึงคลองตาช้าง และ 15. ถนนสนามไชยและถนนมหาราช เนื่องจากทั้งหมดเป็นที่ลุ่มต่ำซึ่งทางสำนักฯ ได้เตรียมเครื่องสูบและหน่วยเบสท์ไว้พร้อมแล้ว และยังมีการเพิ่มพื้นที่แก้มลิงเพื่อรองรับน้ำ ตั้งแต่ปี 2532 มีแก้มลิงเก็บน้ำได้กว่า 12 ล้าน ลบ.ม. โครงการคลองลัดโพธิ์ที่ช่วยร่นระยะเวลาระบายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาออกสู่ทะเล นอกจากนี้ยังมีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่นำมาใช้ในการพยากรณ์น้ำฝน ตรวจวัด ที่ช่วยให้การควบคุมสั่งการระบบระบายน้ำในจุดที่จะมีฝนตกได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

จากการประเมินสถานการณ์น้ำและระบบป้องกันต่าง ๆ แม้จะเบาใจได้หลายเปลาะ แต่เรื่องของธรรมชาติก็ยังอยู่เหนือการคาดเดาของมนุษย์ การ เตรียมพร้อมระบบและการบริหารจัดการที่ดีจะช่วยให้สถานการณ์ที่น่าวิตก ผ่อนคลายความรุนแรงลงได้.

กระทรวงทรัพย์ฯขับเคลื่อน3แนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วม ติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้าในพื้นที่เสี่ยง 'ดินถล่ม'

ผู้เขียน: 
ทีมข่าวภูมิภาค

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันจันทร์ ที่ 19 กันยายน 2554

ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หมายถึง มหันตภัยที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เป็นการนำมาซึ่งการทำลายล้างทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากสภาพดั้งเดิม

สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นขณะนี้ นอกจากจะสร้างความเสียหายมหาศาลต่อประเทศชาติ และประชาชนแล้ว ยังถือเป็นปัญหาที่ท้าทายของรัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งล่าสุด ทั้งเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติรองรับน้ำเต็ม 100% จนกรมชลประทานต้องสั่งการให้เจ้าหน้าที่จับตาปริมาณน้ำในเขื่อนต่าง ๆ อย่างใกล้ชิดแบบวันต่อวัน เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนหลายแห่งมีระดับที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าภายในไม่เกิน 10 วัน หากระดับน้ำยังสูงขึ้นจะทำให้น้ำเต็มเขื่อน อาจต้องปล่อยให้น้ำล้นออกมา เกิดผลกระทบตามมา ทำให้จังหวัดที่อยู่ในภาคกลางไม่ว่าจะเป็น ชัยนาท อ่างทอง สิงห์บุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา กรุงเทพ มหานคร น้ำท่วมบ้านเรือน เรือกสวนไร่นา ถนนหนทางได้รับความเสียหายอย่างหนัก ประชาชนที่ประสบภัยได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส เช่นน้ำในแม่น้ำป่าสัก แม่น้ำน้อย และแม่น้ำเจ้าพระยา ได้ไหลเอ่อเข้าท่วมวัดไทรน้อย ต.ไทร น้อย อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา และปริมาณสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้โบสถ์ วิหาร เมรุ และบริเวณลานวัดได้รับความเสียหาย บางหมู่บ้านน้ำท่วมขังเป็นเวลาหลายวัน สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก หรือแม้กระทั่งที่จังหวัดสิงห์บุรีมีการจมน้ำตาย เนื่องจากผู้ตายลงมาเก็บของหนีน้ำ เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้พลัดตกน้ำเสียชีวิต ขณะนี้ต้องยอม รับว่ามีหน่วยงานหลาย ๆ หน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือ แต่การเข้ามาช่วยเหลือของราชการเป็นการช่วยเหลือแค่ระยะสั้นเท่านั้น แต่สิ่งที่จะเป็นการบ้านให้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ คือการทำอย่างไรที่จะแก้ปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่เฉพาะหน้าเท่านั้น

นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เปิดเผยในเรื่องของการแก้ไขปัญหาน้ำแบบบูรณาการว่า ปัจจุบันรูปแบบการตกของฝนเปลี่ยนไปจากอดีตมาก กล่าวคือฝนจะตกครั้งละมาก ๆ หรือตกเป็นเวลาหลายวันต่อเนื่อง ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม และพบว่าในอนาคตสภาพความแปรปรวนของภูมิอากาศจะมีความถี่ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ประเทศไทยประสบกับภัยธรรมชาติ ต่าง ๆ เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม ดินถล่ม ฯลฯ เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ดังนั้นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแบบบูรณาการจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและต้องพิจารณาข้อมูลจากหลายมิติไปพร้อม ๆ กัน มาตรการเร่งด่วนที่ควรดำเนินการในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา อาทิ ควรเร่งปรับปรุงระบบเตือนภัยล่วงหน้า และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบ เร่งวางแผนแม่บทมาตรฐานการป้องกันน้ำท่วม โดยใช้สิ่งก่อสร้าง ควรมีแผนพัฒนากรุงเทพฯ และเมืองบริวารในอนาคต มีมาตรการควบคุมการใช้ที่ดินและผังเมืองโดยใช้แผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม เป็นต้น

สำหรับแนวทางการบริหารจัดการพิบัติภัยจากน้ำท่วมในเชิงพื้นที่ระดับ ลุ่มน้ำหลัก และ ลุ่มน้ำย่อย ขณะนี้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำลังปรับระบบการทำงานให้เน้นประสิทธิผลมากกว่าการทำกิจกรรมตั้งรับ โดยนำทฤษฎีขั้นพื้นฐานที่ประเทศพัฒนาแล้วได้ดำเนินการใช้อยู่มาเป็นกรอบในการประยุกต์สารสนเทศเชิงพื้นที่ การวิเคราะห์และประมวลผล รวมทั้งจัดทำแบบจำลองเชิงพื้นที่ในหลายรูปแบบ เพื่อให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรมและเป็นพลวัต สามารถนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์และนำไปปฏิบัติได้จริงในพื้นที่ได้อย่างทันเหตุการณ์ เป็นเอกภาพ มีความเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง และมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเป็นเครือข่าย เป็นการจัดการปัญหาในเชิง รุกที่ทั่วถึง เท่าเทียม และขณะนี้ได้ดำเนินงานครอบคลุมใน 3 แนวทาง ประกอบด้วย

1. เสนอแนะนโยบายและแผนมาตรการที่เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ ซึ่งมีการส่งเสริมการรวม กลุ่มและการสร้างกลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยคณะกรรมการลุ่มน้ำและคณะทำงานด้านต่าง ๆ การจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำเพื่อการบริหารจัดการน้ำ เป็นต้น การจัดทำแผนพัฒนาบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการเป็นรายลุ่มน้ำ รวมถึงแผนงบประมาณเชิงบูรณาการ สนับสนุนจังหวัดและกลุ่มจังหวัดในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ไม่เกิดความซ้ำซ้อนในการของบประมาณของแผ่นดิน

2. มีการพัฒนา ปรับปรุง อนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำ เพื่อให้แหล่งน้ำกลับคืนสภาพความสมบูรณ์ตามธรรมชาติมากที่สุด เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่โดยรอบสามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำได้ตลอดปี จากการมีปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยในการรองรับปริมาณน้ำที่มากในฤดูฝนเพื่อป้องกันและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมโดยรอบ ส่วนการจัดหาน้ำต้นทุน โดยการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการจัดการน้ำแบบบูรณาการในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำการศึกษาความเหมาะสมการผันน้ำ ระบบกระจายน้ำ การบริหารโครงการเพื่อการใช้ประโยชน์และบำรุงรักษาโครงการ เพื่อที่จะทำการออกแบบและการก่อสร้างโครงการต่อไป

3. เฝ้าระวัง พยากรณ์และเตือนภัยด้านน้ำ มีการติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early warning) ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย ดินถล่มในพื้นที่ลาดชันและพื้นที่ราบเขา เพื่อเฝ้าระวังและลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยในปีงบประมาณ 2554 จะดำเนินการติดตั้งได้ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงภัยทั้งหมดที่ได้ทำการศึกษาไว้ และมีการติดตั้งระบบตรวจวัดสภาพน้ำอัตโนมัติทางไกล การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลภูมิภาคในพื้นที่ลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูล เพื่อให้สามารถบริหารการจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในพื้นที่

เป้าหมายหลักเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเหมาะสมเพียงพอสำหรับใช้ในกิจการต่าง ๆ ในหน้าแล้ง ในขณะที่ช่วงหน้าฝนสามารถผันน้ำออกจากแหล่งกักเก็บน้ำในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตร แหล่งที่อยู่อาศัย หรือชุมชน หากสามารถดำเนินการได้อย่างจริงจัง ความจำเป็นในการก่อสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่จะส่งผล กระทบต่อสภาพแวดล้อม ที่อยู่อาศัย และที่ดินทำกินของชาวบ้าน ตัวอย่างเช่น การเรียกร้องให้สร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นที่ถูกจุดประเด็นขึ้นมาจะน้อยลง ซึ่งจะทำให้ข้อพิพาทขัดแย้งระหว่างชาวบ้านด้วยกัน หรือข้อพิพาทระหว่างชาวบ้านกับรัฐลดลง.

เกษตรไทยใน 4ปี ข้างหน้า

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน 2554

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายการบริหารราชการให้แก่ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันก่อน ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โดยเนื้อหาใจความพบว่า จะดำเนินการใน 4 ปีนั้นมุ่งไปที่การพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศที่มีความสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล จำนวน 3 นโยบาย คือ นโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก นโยบายเศรษฐกิจด้านนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตร และ นโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งหมด 10 โครงการ โดยใช้งบประมาณ 229,561.60 ล้านบาท ประกอบด้วย

1. นโยบายที่เร่งดำเนินการในปีแรก คือ เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ประมาณ 3.35 ล้านไร่ และเร่งรัดช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยธรรมชาติ โดยส่งเสริมให้มีการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการและเร่งรัดขยายเขตพื้นที่ชลประทาน เพื่อให้มีการบริหารจัดการน้ำในระดับประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถป้องกันปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งได้ รวมทั้งสนับสนุนภาคการเกษตรด้วยการก่อสร้างระบบชลประทานขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ฟื้นฟูการขุดลอกคูคลอง และแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีอยู่เดิม ขยายการสูบน้ำด้วยไฟฟ้า จัดสร้างคลองส่งน้ำขนาดเล็กเข้าสู่ไร่นา และขยายเขตการจัดรูปที่ดิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การใช้น้ำและการผลิต ส่งเสริมการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์

2. นโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพมาตรฐาน และเพียงพอต่อความต้องการ การทำให้มูลค่าสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น โดยจะมีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืช การวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงต้านทานโรคและแมลงศัตรูพืชเพื่อให้สอด คล้องกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก การลดต้นทุนการผลิตและพัฒนาคุณภาพผลผลิต พร้อมทั้งเสริมสร้างฐานรากของครัวเรือนเกษตรกรให้เข้มแข็งการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก จัดทำระบบทะเบียนครัวเรือนเกษตรกรที่มีข้อมูลการเกษตรของครัวเรือนครบถ้วน

3. นโยบายที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีเป้าหมายบริหารจัดการพื้นที่ทำการประมงและแหล่งอาศัยสัตว์น้ำ ได้รับการบริหารจัดการไม่น้อยกว่าปีละ 8.8 ล้านไร่ และ 60 แห่ง โดยการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยการฟื้นฟูทะเลไทย จัดสร้างและขยายปะการังเทียมและหญ้าทะเล เพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนและแก้ไขกฎระเบียบ สามารถใช้ประโยชน์จากป่าชายเลนได้ การจัดที่ดินโดยให้มีการกระจายสิทธิที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน โดยใช้มาตรการทางภาษีและจัดตั้งธนาคารที่ดินให้แก่คนจนและเกษตรกรรายย่อย

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า แผนงานและโครงการที่กระทรวงเกษตรฯ จะเร่งรัดดำเนินการจะมีทั้งการต่อยอดโครงการเดิมให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุมพื้นที่การเกษตรมากยิ่งขึ้น รวมถึงโครงการใหม่ที่มีทั้งแผนงานโครงการระยะสั้นและระยะยาวรวมทั้งหมด 10 โครงการ แบ่งเป็น แผนระยะสั้นที่มีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี (พ.ศ. 2555-2557) ประกอบด้วย 1. โครงการจัดระบบการปลูกข้าว วงเงิน 880.04 ล้านบาท 2. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต วงเงิน 1,607.78 ล้านบาท

โครงการระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ.2555-2558) ประกอบด้วย

1. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาคเกษตร วงเงิน 4,615.80 ล้านบาท

2. โครงการป้องกันบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งในระดับประเทศ วงเงิน 177,292.68 ล้านบาท 3. โครงการแหล่งน้ำในไร่นาและชุมชน วงเงิน 19,812.36 ล้านบาท.

ความมั่นคงด้านอาหาร

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 15 กันยายน 2554

นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการด้านน้ำและระบบนิเวศของนาข้าว ซึ่งก่อตั้งขึ้นภายใต้คณะกรรมการด้านการชลประทานและการระบายน้ำแห่งประเทศไทยร่วมกับ เครือข่ายนานาชาติด้านน้ำและระบบนิเวศของนาข้าว (INWEPF) ได้จัดประชุมวิชาการ เรื่อง “Crucial Roles of Paddy Fields associated with Water Management and Environment” ทั้งนี้การประชุมวิชาการดังกล่าวเป็นไปตามแผนงานและกิจกรรมที่ INWEPF วางไว้ที่จะดำเนินการในช่วงปี 2554-2555 เพื่อเป็นการบูรณาการความรู้ และข้อมูลของศาสตร์ด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการสนับสนุนเพื่อการจัดการน้ำและระบบนิเวศของนาข้าวอย่างยั่งยืน รวมถึงการจัดทำแนวทางการสร้างความเข้าใจในระบบของนาข้าวที่มิได้เป็นเพียงแหล่งผลิตอาหารหลักเท่านั้น แต่นาข้าวยังเอื้อประโยชน์ต่อระบบนิเวศโดยรอบด้วย เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับนาข้าว

สำหรับสมาชิกของ INWEPF ในปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 17 ประเทศคือ ญี่ปุ่น กัมพูชา บังกลาเทศ จีน เนปาล อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย สหภาพพม่า ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ศรีลังกา เวียดนาม อียิปต์ ปากีสถาน อินเดีย และไทย ซึ่งในอนาคตคณะอนุกรรมการด้านน้ำและระบบนิเวศของนาข้าวจะส่งเสริมให้ INWEPF Thai Committee เข้าไปมีบทบาทในเวทีนานาชาติให้มากขึ้นเพื่อให้นานาชาติทราบถึงศักยภาพของประเทศไทยในด้านความมั่นคงทางอาหารและการบรรเทาความยากจน การใช้น้ำอย่างยั่งยืน และการเป็นหุ้นส่วน ซึ่งจะเห็นได้จากมติที่ประชุม 7th Steering Meeting ได้มอบให้ INWEPF Thai Committee เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุม 10th Steering Meeting ที่ประเทศไทยในปี พ.ศ. 2556.

รณรงค์ คาร์ฟรีเดย์ ทำทางจักรยานแนวถนนวงแหวนชั้นใน

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน 2554

กทม.เล็งเสนอ บช.น.นำร่องวันอาทิตย์ เมื่อเวลา 10.00 น.

วันที่ 14 ก.ย. นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานในงานแถลงข่าวจัดกิจกรรม Bangkok Car Free Day 2011 เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลหันมาใช้รถขนส่งมวลชน การเดิน และขี่จักรยานมากขึ้น เพื่อลดภาวะโลกร้อนและมลพิษทางอากาศ รวมทั้งมีกิจกรรมพิเศษในปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา ซึ่งกทม.จัดกิจกรรมต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 12 แล้ว โดยการจัดงาน Bangkok Car Free Day 2011 จะมีขึ้นที่บริเวณท้องสนามหลวง ในวันอาทิตย์ที่ 18 ก.ย.นี้ เวลา 09.00-10-00 น. โดยทางสมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพเป็นแนวร่วมหลักในการนำขบวนจักรยานกว่า 5,000 คัน มาช่วยในการจัดงาน โดยมีการแปรขบวนจักรยานกว่า 2,000 คัน เป็นรูปหมายเลข 84 และแปรขบวนเป็นเลข 350 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องจากเลข 350 นั้นหมายถึงปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ควรจะลดลงมาไม่ให้เกิน 350 ppm ทั้งนี้ในส่วนของแนวทางการรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้จักรยานในการเดินทางนั้น ทางกทม.จะมีการหารือกับทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ในการทำทางจักรยาน โดยเส้นทางใหม่ที่สมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพ เสนอมา คือ เส้นวงแหวนใน คือจากแยกพระราม 9 ไปตามถนนรัชดาภิเษก ผ่านแยกรัชโยธิน ประชานุกูล วงศ์สว่างออกไปยังถนนจรัญสนิทวงศ์ ระยะทาง 40 กม. ซึ่งในเบื้องต้นอยากให้ทาง บช.น.พิจารณาในการทำเส้นทางในวันหยุดเริ่มที่วันอาทิตย์ ที่การจราจรไม่ติดขัด และหากได้ผลก็ขยายมาเป็นวันเสาร์ ซึ่งเส้นทางจักรยานนี้ได้เสนอให้วิ่งบนถนน โดยใช้วิธีการกั้นกรวย แบ่งช่องจราจรให้กับจักรยาน

นายธีระชน กล่าวเพิ่มเติมว่าจากการที่รัฐบาลออกนโยบายรถคันแรกมา โดยมีการคาดการณ์ว่าปริมาณรถในโครงการประมาณ 500,000 คันนั้น ทางกทม.มีความกังวลว่าการจราจรใน กทม.อาจมีความหนาแน่นมากขึ้น จึงอยากให้คนกรุงเทพฯ ใช้บริการขนส่งมวลชนอย่างรถไฟฟ้า หรือการโดยสารไปด้วยกันอย่างคาร์พูลมากกว่า ส่วนรถคันแรกน่าจะกระจายไปยังต่างจังหวัดหรือปริมณฑล เพื่อไม่ให้เกิดความหนาแน่นใน กทม.

แผนพัฒนาเกษตร ฉบับที่ 11 ชู 3 ยุทธศาสตร์...สู่การปฏิบัติ

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันจันทร์ ที่ 12 กันยายน 2554

เพื่อพัฒนาประเทศไทย ให้ก้าวสู่การใช้แผนพัฒนาการการเกษตรในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 กระทรวงเกษตรฯ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) จัดสัมมนาสร้างความเข้าใจและประชาสัมพันธ์แผนพัฒนาการเกษตรให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนทราบแบบเจาะลึกครบประเด็น เพื่อเสนอทิศทางการพัฒนา ภาคเกษตรในระยะ 5 ปีข้างหน้า พร้อมชู 3 ยุทธศาสตร์ ในงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่องแผนพัฒนาการเกษตร ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการ สศก.กล่าวว่า แผนพัฒนาการเกษตร ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555–2559) ซึ่งจัดโดย สศก. ว่า แผนพัฒนาการเกษตร นับเป็นแผนหลักของภาคเกษตรสำหรับใช้เป็นกรอบการพัฒนาการเกษตรของประเทศในระยะ 5 ปี ซึ่งภาพรวมของแผนและยุทธศาสตร์จะเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับแผนพัฒนาระดับชาติ เพื่อให้เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา สถาบันการเงิน สถาบันเกษตรกรและเกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานที่ดำเนินงานหลักด้านการเกษตร มีความมุ่งมั่นให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี ประชาชนมีความมั่นคงด้านอาหาร และเป็นฐานสร้างรายได้ให้แผ่นดินเน้น “คน” โดยเฉพาะเกษตรกร เป็นศูนย์กลางในการพัฒนา พร้อมทั้งน้อมนำหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลักในการขับเคลื่อน ทั้งการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพของเกษตรกร เพื่อให้มีความสามารถในการพึ่งพาตนเองได้และมีภูมิคุ้มกัน อีกทั้งยังเน้นการดำเนินงานในเชิงรุกควบคู่ไปกับการปรับตัวและการเตรียมความพร้อม เพื่อรองรับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของโลก การกระจายรายได้ที่ทั่วถึงและเป็นธรรม มีความสามารถในการผลิตและการตลาด ทำให้เกิดความมั่นคงในอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกร พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรและอาหาร ให้มีความสามารถในการแข่งขัน ประชาชนมีความมั่นคงด้านอาหาร มีผลผลิตเพียงพอกับความต้องการด้านอาหารและพลังงาน รวมทั้งสร้างและพัฒนาการใช้ทรัพยากรการเกษตรและโครงสร้างพื้นฐานการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ ฟื้นฟูทรัพยากรการเกษตรให้มีความเหมาะสมต่อการผลิตทางการเกษตรอย่างยั่งยืน และเตรียมความพร้อมในการรองรับและปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ส่งเสริมความร่วมมือภายใต้กรอบความร่วมมือทางเหลี่ยมเศรษฐกิจต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียน กลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC : ASEAN Economic Community) ตลอดจนสนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่น และเกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรการเกษตรและสิ่งแวดล้อม สำหรับการพัฒนาการเกษตรในยุคปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ทุก ๆ ภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกร จำเป็นต้องมองกรอบเป็นกระบวนการ ตลอดห่วงโซ่อุปทานจนถึงผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศให้ชัดเจน และบูรณาการร่วมกันทั้งในสาขาเกษตรและต่างสาขา

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 จะสิ้นสุดในเดือนกันยายน 2554 และจะเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ในเดือนตุลาคม 2554 ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ เป็นหน่วยงานหลัก ในการดำเนินงานกำหนดทิศทางการพิจารณาระดับชาติในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยในส่วนของการดำเนินงานด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำแผนพัฒนาการเกษตรของประเทศ เป็นการดำเนินการภายใต้คณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ที่เป็นไปตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติเศรษฐกิจการเกษตร พ.ศ. 2522 ให้มีการกำหนดแผนพัฒนาการเกษตรให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติดังกล่าว เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทาง และยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตรของประเทศต่อไป.

อนุรักษ์ป่าไม้ไทยมาจากใจ...หรือเป็นไปตามกระแส

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ ที่ 04 กันยายน 2554

วันที่ 1 กันยายนเมื่อ 21 ปีที่แล้วมีความหมายยิ่งต่อผืนป่าไทย ที่ สืบ นาคะเสถียร อดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ห้วยขาแข้ง เลือกใช้ชีวิตเป็นเดิมพันเพื่อจะรักษาผืนป่าแนวตะวันตกของประเทศไว้

21 ปีผ่านไปปัญหาป่าไม้ของไทยยังไม่ถูกแก้ไขอย่างรอบด้าน บางพื้นที่ดีขึ้นคนเข้าใจป่าอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืนแม้ไม่มี พ.ร.บ.ป่าชุมชนออกมาก็ตามที แต่บางแห่งวิกฤติและเลยเถิดเห็นได้ชัดจากการรุกพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว เพื่อสร้างรีสอร์ทบ้านพัก

โอกาสการครบรอบการจากไปของ สืบ นาคะเสถียร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จัดงาน สืบสาน วันสืบ นาคะเสถียร ขึ้น พร้อมจัดเวทีเสวนาในห้วข้อ เรื่องการอนุรักษ์ป่าไม้ไทยมาจากใจหรือเป็นไปตามกระแส โดยมีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย โชคดี ปรโลกานนท์ หัวหน้าโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯเขาแผงม้า ที่ใช้เวลาทั้งชีวิตพลิกผืนป่าเสื่อมโทรม 5,000 ไร่ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ โดยมี ดัชนีชี้วัดที่เห็นได้ชัดคือกระทิง เขาแผงม้า สมบูรณ์ สังข์เครืออยู่ นายกอบต.บ้านดงและประธานเครือข่ายป่าชุมชนบ้านดง ใน อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก ในฐานะชุมชนที่รวมตัวกันอนุรักษ์ป่าจนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จนได้รับรางวัลมากมาย และ น.ส.วีรยา โอชะกุล หัวหน้าเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ในฐานะผู้หญิงที่ต้องดูแลป่าโดยเฉพาะแนวผืนป่าที่ติดกับตะเข็บชายแดนที่ร่วมเสวนา

นายกอบต.บ้านดง เล่าว่า ชุมชนที่อพยพมาจากเมืองเวียงจันทน์ ประเทศลาวเมื่อ 200 กว่าปีแล้ว เดิมทีพื้นที่อาศัยของชุมชนเป็นพื้นที่ที่เคยถูกสัมปทานป่าไม้ เป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม และมีการทำไร่เลื่อนลอยรุกพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น ดังนั้น ในปี 2523 กรมป่าไม้ได้กันเขตพื้นที่ทำกินกับพื้นที่อนุรักษ์ออกจากกัน ในตอนนั้นชาวบ้านยังไม่รู้เรื่องการปลูกป่าแค่รู้อย่างเดียวคือการป้องกันไม่ให้ป่าไฟไหม้ ต่อมาปี 2538 ปตท.ได้เข้าไปส่งเสริมการปลูกป่า โดยเข้าไปปลูกป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเมี่ยง-ภูทอง และป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของ ต.บ้านดง พื้นที่ 11,416 ไร่ และได้ร่วมกันดูแลรักษาจนมาดูวันนี้

“ปัจจุบันสิ่งที่ชาวบ้านได้จากป่ามีรายได้เพิ่มขึ้น เช่นหาหน่อไม้มาขายทำให้แต่ละครอบครัวมีรายได้เดือนละ 30,000 บาท” นายกอบต.บ้านดง บอกถึงความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นของชาวบ้าน ซึ่งการใช้ประโยชน์จากป่า มีการกำหนดกฎเกณฑ์โดยชุมชนเอง เช่น กำหนดให้หาหน่อไม้จำกัดได้แค่ 2 เดือน ในพื้นที่ป่าใช้สอยที่กันไว้จากเขตอนุรักษ์ 2,000 ไร่ หากใครฝ่าฝืนจะถูกปรับ 500-1,000 บาท

เวลานี้หัวใจอนุรักษ์ของคนบ้านดงยังลุกโชนอยู่เสมอ ท่ามกลางกระแสการรุกพื้นที่ป่าเพื่อสร้างบ้านพักส่วนตัวหรือรีสอร์ท เพราะใน อ.ชาติตระการ อากาศเย็นสบายตลอดปี

สมบูรณ์เล่าว่าชาวบ้านมีวิธีการปกป้องป่าโดยการรวมกลุ่มใช้ข้อบังคับของกฎหมายกับนายทุน ที่ระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าต้องยึดคืน และมีแนวคิดว่าผืนไหนที่เอาคืนไม่ได้จะรวบรวมเงินเพื่อซื้อต่อ ปัจจุบันมีพื้นที่ถูกยึดคืนได้ในเขตบ้านดงแล้ว 300 ไร่

ขณะที่ โชคดี ได้บอกเล่าถึงวิธีเข้าไปฟื้นฟูป่า ทำงานภายใต้มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2537-2545 ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาแผงม้าเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำมูล และมูลนิธิคุ้นเคยกับชาวบ้าน รวมทั้งเป็นพื้นที่กันชนภายใต้แนวคิดที่ว่าการปลูกป่าไม่จำเป็นต้องทำโดยภาครัฐ สิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าป่าสมบูรณ์แล้วคือการกลับมาของกระทิง และระบบนิเวศที่หลากหลายเพิ่มขึ้น

“ถ้าไม่มีเขาแผงม้าวังน้ำเขียวคงยิ่งกว่านี้” โชคดีเอ่ยสั้น ๆ แต่ตีความได้มากกว่านั้น เขาสะท้อนประสบการณ์ปลูกป่า ว่า แนวทางอนุรักษ์ป่าทำได้หลากมิติ แต่สิ่งสำคัญต้องเน้นการมีส่วนร่วมของสังคม ขณะเดียวกันการอนุรักษ์ต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับวิถีชีวิตด้วย

ทั้งพื้นที่ป่าบ้านดงและพื้นที่ป่าเขาแผงม้ามีจุดเริ่มต้นเหมือนกันคือเป็นป่าเสื่อมโทรมแต่อาศัยความร่วมแรงร่วมใจของชุมชนและผู้นำจนพลิกฟื้นกลับมาได้ คนละแบบกับพื้นที่ป่าของป่าทุ่งใหญ่ฯเป็นพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก แต่ใช่ว่าปัญหาด้านการทำงานเชิงอนุรักษ์จะไม่มี

วีรยา บอกว่าพื้นที่ป่าทุ่งใหญ่ฯที่มีขนาด 1.6 ล้านไร่ไม่มีปัญหานายทุนเข้าไปรุกล้ำเพราะประกาศเป็นเขตอนุรักษ์ชัดเจนแล้ว รวมทั้งชุมชนในพื้นที่ที่เป็นกะเหรี่ยงเข้าใจแนวทางของการอนุรักษ์ที่กรมอุทยานฯทำ แต่ปัญหาอุปสรรคของการดูแลพื้นที่ป่า อยู่ที่ความยากในการทำงานของเจ้าหน้าที่ ลำพังแค่ดำรงชีวิตอย่างเดียวก็ยากมากแล้ว เพราะพื้นที่ติดแนวชายแดนต้องพบกับกองกำลังรอบด้าน การเดินทางไปแต่ละหน่วยพิทักษ์ป่าบางแห่งต้องใช้เวลา 3-5 วัน เป็นพื้นที่ป่าที่ต่างจากสภาพพื้นที่อื่น ซึ่งขณะนี้มีเจ้าหน้าที่ดูแลป่าอยู่ประมาณ 180 คนในพื้นป่าเป็นล้านไร่

นอกจากต้องผจญกับสภาพธรรมชาติที่ยากลำบากอยู่แล้วปัจจัยภายนอกที่ทำให้การทำงานยากยิ่งไปอีกในพื้นที่ป่าทุ่งใหญ่คือด้านการท่องเที่ยว พบว่าคนเมืองที่ไปเที่ยวป่ายังทิ้งขยะไว้ พิสูจน์จากขยะจะพบว่าเป็นเครื่องอุปโภคคุณภาพดีที่คนในเมืองได้ ตลอดจนข้อมูลที่นักท่องเที่ยวผู้มีฐานะฝากทิ้งไว้กับชาวบ้านเรื่องที่ดิน เขาอยากครอบครองที่ดินติดแม่น้ำ บนเนินเขา พยายามติดต่อหาซื้อ นอกจากนี้ยังพบปัญหาท่องเที่ยว แบบออฟโรด ซึ่งมีปัญหามากในปีที่ผ่านมา นั่นเพราะในเส้นทางป่าทุ่งใหญ่ฯ ได้รับการโหวตจากผู้นิยมออฟโรดแล้วว่าเป็นเส้นทางที่ยากและเหมาะอย่างยิ่งที่จะนำรถสมรรถนะดี ๆ ไปทดลอง

“ปีนี้คนนำรถออฟโรดเข้าป่าลดลง แต่กระแสต่อต้านพี่เยอะเพราะเขามองว่าเป็นออฟโรดไม่ได้ทำลายป่าไม่ได้ตัดไม้ล่าสัตว์ ทำไมจะใช้ทรัพยากรธรรมชาติไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วเวลาที่เขาเข้าไป ล้อรถใหญ่ เครื่องเขาดีเขามีเงิน รถขึ้นไปได้แล้วถอยกลับมาใหม่เพื่อจะดูความแรงของรถ แล้วไปทำลายเส้นทางพัง ในขณะที่พี่ไม่สามารถจะขนส่งเสบียงไปให้ลูกน้องที่ทำงานลาดตระเวนได้ ไม่สามารถเอาลูกน้องที่เจ็บป่วยออกจากป่าได้ เพราะว่ารถเรากับรถเขามันคนละรุ่นกันกับรถหลวง แต่คนที่เขาเข้าไปมองไม่เห็นว่าสิ่งที่เขาทำนั้นมันมีผลกระทบต่อการรักษาป่าอย่างไร ถือว่าเป็นการทำลายป่าอย่างหนึ่ง”

คำบอกเล่าของหัวหน้าเขตอนุรักษ์พันธ์ุสัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฯ พอจะมองภาพได้ว่าปัจจุบันคนไทยยังรักป่าไม้เป็นตามกระแสหรือมาจากใจ.

กรีนดีไซน์

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ ที่ 04 กันยายน 2554

 

ปัจจุบันในวงการก่อสร้างทั่วโลก หันมาพัฒนาตึกอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นโดยเริ่มคิดค้นเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อนำมาซึ่งการประหยัดพลังงาน รวมทั้งการออกแบบ ที่เรียกรวม ๆ ว่า “กรีนดีไซน์” Green Design การออกแบบที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม

โครงการปาร์คเวนเชอร์–ดิ อีโคเพล็กซ์ออน วิทยุ บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) ที่รวมไว้ทั้งอาคารสำนักงานเกรดพรีเมี่ยม และโรงแรมหรู 5 ดาวชั้นนำของโลกอย่าง โรงแรมโอกุระ ที่มีชื่อเสียงในประเทศญี่ปุ่นต่างนำกระบวนการกรีนดีไซน์มาใช้ ด้วยการออกแบบอันโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการประนมมือไหว้ และดอกบัว สะท้อนถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทยอันงดงาม

จุดเด่นต่าง ๆ ของอาคารอัจฉริยะเพื่อการประหยัดพลังงานแห่งนี้ ยังมีอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น กระจกอนุรักษ์พลังงาน เป็นกระจก 3 ชั้น ที่มีช่องอากาศอยู่ระหว่างกลาง และเคลือบสารพิเศษที่มีคุณสมบัติช่วยลดปริมาณเสียง แสงแดด และความร้อนเข้าสู่ตัวอาคาร จึงช่วยประหยัดการใช้พลังงานไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศ

ระบบปรับอากาศที่ออกแบบเพื่อควบคุมปริมาณลมเย็นให้พอเพียงกับความร้อนในแต่ละพื้นที่ ช่วยลดการใช้พลังงานของระบบทำความเย็นได้มากขึ้น และทำให้ผู้อาศัยภายในอาคารรู้สึกสบายกับอุณหภูมิที่คงที่ทุกพื้นที่ และระบบลิฟต์อัจฉริยะ ด้วยเทคโนโลยีล่าสุดของมอเตอร์ที่มีระบบการผลิตไฟฟ้ากลับเข้าระบบอัตโนมัติ จึงช่วยประหยัดพลังงานได้มากถึงร้อยละ 30 จากระบบปกติ และผู้โดยสารสามารถเดินทางไปยังชั้นที่ต้องการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยใช้เวลาในการรอลิฟต์ไม่เกิน 40 วินาที เป็นต้

รวมทั้งการสร้างหลังคาเขียว (green roof) ในส่วนของหลังคาอาคารจอดรถ เพื่อลดผลกระทบจากการดูดซับรังสีดวงอาทิตย์ที่จะทำให้เกิดปรากฏการณ์เกาะร้อน และได้พยายามใช้ระบบการบำบัดน้ำทิ้งเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งเป็นการลดการปลดปล่อยน้ำเสียลงสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะ และประหยัดน้ำประปาที่จะต้องนำมาใช้รดน้ำต้นไม้ในสวน

โครงการสำนักงานระดับไฮเอนด์แห่งนี้ มีความสูง 34 ชั้น พื้นที่รวมทั้งสิ้น 81,400 ตร.ม.

กังหันลมแบบพอเพียง

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันพฤหัสบดี ที่ 01 กันยายน 2554

 

แม้น้ำมันจะลดราคา แต่ยังขอสนับสนุนเรื่องของพลังงานทดแทนที่ยั่งยืนกว่าต่อไปและนี่…ก็คืออีกหนึ่งผลงานของนักวิจัยไทย ที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการพึ่งพาตนเอง กับ “ต้นแบบกังหันลมเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า” ผลงานของศูนย์เทคโนโลยีอุตสาหกรรมและการบริการทางวิชาการ มหาวิทยาลัยสยาม ที่นำมาจัดแสดงใน “งานนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2554”

พ.ต.ประพัฒน์ อุทโยภาศ ผู้วิจัย บอกว่า เครื่องนี้เป็นต้นแบบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจากพลังงานร่วม คือ พลังงานจากกังหันลม (Wind Turbine) และเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Cell) ร่วมกัน สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้งานในบริเวณที่ไม่มีสายส่งไฟฟ้าเข้าถึง

ทั้งนี้ปกติกังหันลมที่นำไปใช้ในการผลิตพลังงานไฟฟ้าทั่วไป แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่คือ กังหันลมที่มีแกนหมุนอยู่ในแนวราบ (HAWT) และ กังหันลมที่มีแกนหมุนอยู่ในแนวตั้ง (VAWT) ความแตกต่างระหว่างกังหันลมทั้งสองแบบก็คือตำแหน่งของใบกังหัน โดยกังหันลมแบบ HAWT จะติดตั้งอยู่บนเสาสูง แกนของการหมุนของใบกังหันจะอยู่ในแนวราบและอยู่ส่วนบนสุดของเสา มีใบกังหันหมุนอยู่กลางอากาศอย่างที่เห็นได้ชัด ซึ่งมักพบเห็นอยู่ทั่วไป แต่มีราคาสูงเนื่องจากต้องใช้เสาขนาดใหญ่ แต่กังหันลมแบบ VAWT ใบกังหันจะหมุนรอบแกนของการหมุนซึ่งตั้งอยู่ในแนวดิ่ง ไม่มีอันตรายจากใบพัด ทำให้สามารถติดตั้งในระดับใกล้พื้นดินได้นักวิจัยเลือกที่จะพัฒนากังหันลมแบบที่มีแกนหมุนอยู่ในแนวตั้ง หรือ VAWT เนื่องจากสามารถติดตั้งได้ง่าย ปลอดภัยสำหรับการติดตั้งในพื้นที่ราบ ค่าก่อสร้างถูก ซ่อมแซมได้ง่าย ขณะเดียวกันการติดตั้งและเคลื่อนย้ายก็สามารถทำได้สะดวก และสามารถรับลมได้ในทุกทิศทาง

ผู้วิจัยบอกว่าสำหรับเครื่องต้นแบบนี้ ใช้งบประมาณ ประมาณ 50,000 บาทต่อเครื่อง สามารถผลิตไฟได้พอเพียงกับการใช้งานในครัวเรือน เหมาะสำหรับเกษตรกรที่อยู่ในทุ่งกว้างหรือบ้านพักที่อยู่ริมทะเล ปัจจุบันเครื่องดังกล่าวมีการทดสอบใช้งานแล้วที่ ม.สยาม อนาคตจะมีการปรับปรุงและขยายให้เป็นเครื่องที่มีขนาดใหญ่ขึ้นอีกด้วย.

by ThaiWebExpert