เดลินิวส์

ยันอีเอ็มใช้ได้แนะเลือกใช้ให้ถูกวิธี

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันพุธ ที่ 09 พฤศจิกายน 2554

สภาวิจัยยันอีเอ็มใช้ได้แนะวิธีเลือกน้ำนิ่งใช้ที่มีเชื้อราสีขาวขึ้นคลุม น้ำไหลเลือกอีเอ็มแห้ง

วันนี้ (9 พ.ย.) ศ.นพ. สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการ คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) แจ้งว่าได้รายงานการตรวจสภาพน้ำประปา โดยคณะนักวิจัยคุณภาพน้ำพบว่าน้ำประปาในช่วงนี้ อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมน้ำบริโภค และมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก แต่มีค่าคลอรีนสูงกว่าภาวะปกติ เพื่อความปลอดภัย ซึ่งไม่มีผลเสียใด ๆ ต่อสุขภาพ กับเสนอให้แนะนำผู้บริโภคตรวจสอบระบบภายใน หลังน้ำลด สำหรับบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วม และอพยพโยกย้ายออกไป เมื่อกลับเข้ามาพักอาศัย ให้ตรวจสอบถังพักน้ำ หรือระบบสูบน้ำว่าไม่ชำรุด ไม่มีการปนเปื้อนจากน้ำที่ท่วมขัง ก่อนเริ่มใช้งานประปาอีกครั้ง

เลขาธิการ วช. กล่าวต่อว่า ส่วนปัญหาการใช้อีเอ็ม หรือจุลชีพที่เก่งเฉพาะทาง ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันว่าได้ผลหรือไม่นั้น ได้เคยใช้และได้ผลมาแล้ว เช่นในแถบภาคใต้ กับแม่น้ำยะหริ่ง แม่น้ำปัตตานี อ่าวปัตตานี แม่น้ำโกลก และแม่น้ำตากใบ รวมถึงบริเวณทะเลสาบสงขลา มีข้อแนะนำการใช้อีเอ็มบอลให้เกิดประสิทธิภาพ ให้คัดเลือกอีเอ็มบอล ที่มีเชื้อราสีขาวขึ้นปกคลุมที่ลูกอีเอ็ม หากจะใช้ในบริเวณน้ำไหล หรือจุดที่ต้องการผลต่อเนื่องระยะนาน ควรเลือกอีเอ็มที่แห้ง เพราะจะละลายน้ำได้ช้ากว่า ก่อนโยนลูกอีเอ็มให้ใช้เครื่องวัดออกซิเจน วัดค่าออกซิเจนในน้ำ และหลังจากโยนไว้ 3-4 วัน ควรวัดค่าออกซิเจนในน้ำอีกครั้ง ถ้าได้ผล จะพบว่าปริมาณค่าออกซิเจนในน้ำเพิ่มขึ้นตามลำดับ และจะทำให้ช่วยลดการเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ อาจจะไม่ถึงกับหมด รวมถึงอาจสังเกตความขุ่นใสของน้ำด้วย แต่มีข้อด้อยของการใช้อีเอ็มบอล ที่อภิปรายกันในขณะนี้ คือ ในสารตั้งต้น อีเอ็ม ไม่มีการบ่งบอกชนิดของเชื้อ และไม่มีการคัดเลือกอีเอ็มบอลที่มีประสิทธิภาพ.

คู่มือ...รับภัยน้ำท่วม ฉบับกระเป๋า

ผู้เขียน: 
ทีมเดลินิวส์ ออนไลน์

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันจันทร์ ที่ 10 ตุลาคม 2554

ข้อแนะนำรับมือน้ำท่วม ทั้งการเตรียมพร้อมที่อยู่อาศัย ตุนของจำเป็น การเตรียมสุขากระดาษ วิธีช่วยคนจมน้ำ-ไฟช็อต และวิธีขับรถลุยน้ำเบื้องต้น

หากที่อยู่อาศัยของคุณเป็นพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ข้อแนะนำเพื่อเตรียมรับมือกรณีน้ำท่วมที่อยู่อาศัยคือ ก่อกระสอบทรายเพื่อป้องกันน้ำเข้าบ้าน อุดทางที่น้ำอาจเข้าได้ เช่น ท่อระบายน้ำในห้องน้ำ ท่อบริเวณซิงค์ล้างจาน บริเวณประตู บริเวณที่มีรอยร้าวหรือพื้นบ้าน (วิธีป้องกันน้ำเข้าบ้านโดยไม่ต้องใช้ถุงทราย อยู่ด้านล่างของของบทความ)

สำหรับสิ่งของที่ควรเตรียมไว้คือ อุปกรณ์ทำอาหารแบบฉุกเฉิน อาหารแห้งที่ปรุงง่าย อาหารกระป๋องที่ฝาเป็นแบบห่วงดึงเปิดสะดวก น้ำดื่ม-น้ำใช้ ผ้าขนหนู เสื้อผ้าสะอาด เชือก วิทยุแบบใช้ถ่านไฟฉาย-ถ่านสำรอง โทรศัพท์มือถือ-ที่ชาร์ต ชอล์กขีดมดและแมลง ยาประจำตัว ยากันยุงแบบทา ของใช้เพื่อชำระล้างร่างกาย ชุดปฐมพยาบาลและยาสามัญประจำบ้าน ถุงดำ ธงหรือผ้าผืนใหญ่ๆ เผื่อต้องใช้ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ ถังดับเพลิงประจำบ้าน เตรียมด่างทับทิมและขี้ผึ้งเบอร์ 28 ไว้ใช้กรณีน้ำกัดเท้า โดยแช่เท้าในน้ำสะอาดผสมด่างทับทิมเพื่อฆ่าเชื้อโรค จากนั้นเช็ดเท้าให้แห้งโดยเฉพาะซอกนิ้ว และทาด้วยขี้ผึ้งเบอร์ 28 จะทำให้แผลหายเร็ว

ขนทรัพย์สินไว้ชั้นบนของบ้าน หรือใช้ถุงดำใส่ของและมัดปากให้แน่น เพื่อป้องกันความเสียหาย พกเงินสดติดตัวไว้บ้าง จัดเก็บเอกสารสำคัญทางราชการ เช่น บัตรประชาชน สูติบัตร ทะเบียนบ้าน สมุดบัญชี เก็บทรัพย์สินมีค่าไว้ในที่ปลอดภัยโดยอาจฝากธนาคาร จอดรถไว้ในที่สูง ถ้าน้ำเข้าบ้านต้องรีบตัดไฟในบ้านชั้นที่น้ำท่วมเพื่อป้องกันไฟฟ้าช็อต และปิดแก๊สด้วย

ที่สำคัญต้องติดตามสถานการณ์น้ำอยู่เสมอ รวมถึงศึกษาทางหนีทีไล่และต้องซักซ้อมวิธีหนีน้ำกับสมาชิกในครอบครัวโดยเฉพาะคนแก่และเด็ก โดยให้กำหนดจุดนัดพบที่มั่นใจว่าน้ำจะไม่ท่วม หากพลัดหลงจะได้หากันเจอ และจดหมายเลขโทรศัพท์เพื่อขอความช่วยเหลือกรณีฉุกเฉินไว้ด้วย

หากคุณคาดว่าจะติดน้ำท่วมอยู่ในบ้าน และไม่สามารถใช้สุขาได้ตามปกติ มูลนิธิเอสซีจีแจก“สุขากระดาษ” สำหรับถ่ายหนักและเบา มีลักษณะเป็นกล่องกระดาษลูกฟูกน้ำหนักเบา แต่รับน้ำหนักได้ถึง 200 กิโลกรัม ประกอบเสร็จได้ภายใน 10 วินาที (มีคลิป)ใช้ร่วมกับถุงดำ หรือขอ”สุขาลอยน้ำ” สำหรับบ้านเรือนจำนวนมากที่อยู่ใกล้กัน โดยสามารถแจ้งความจำนงผ่านมูลนิธิฯ โดยระบุจำนวน ชื่อผู้ติดต่อ สถานที่ ส่งแฟกซ์มาที่ 02-586-3910 หรือโทร 02-586-5506 เพื่อทางมูลนิธิฯจะประสานงานต่อไป

แต่ถ้าเป็นบ้านชั้นเดียว หรือน้ำขึ้นสูงเรื่อยๆ ต้องรีบอพยพโดยด่วนเพื่อรักษาชีวิต ล็อกบ้านให้แน่นหนาเพื่อป้องกันมิจฉาชีพ และต้องอพยพอย่างระมัดระวัง โดยไม่เดินผ่านทางน้ำ เพราะอาจถูกน้ำพัดหรือจมน้ำได้

วิธีช่วยคนจมน้ำ

หากพบคนกำลังจะจมน้ำ และคุณว่ายน้ำไม่เป็น ให้หาไม้ เชือก หรือผ้า เพื่อยื่นให้ผู้ประสบเหตุจับแล้วดึงขึ้นมา หรือโยนทุ่น ห่วงยาง หรืออุปกรณ์ที่ลอยน้ำได้ให้ผู้ประสบเหตุยึดเหนี่ยว แต่หากไม่มีอุปกรณ์ที่สามารถช่วยได้ หรือประเมินแล้วว่าผู้ประสบเหตุตัวใหญ่เกินกว่าที่คุณจะสามารถพาเข้าฝั่งได้อย่างปลอดภัย ให้รีบตั้งสติ และตะโกนให้ผู้อื่นได้สติ ผู้ที่สามารถช่วยได้จะได้ลงไปช่วย สิ่งสำคัญคือต้องรีบช่วยโดยเร็ว เพราะหากช้าแค่ 1 นาที ผู้ประสบเหตุอาจจมน้ำได้

สำหรับการช่วยผู้ประสบเหตุ ต้องว่ายเข้าไปช่วยจากด้านหลัง เพราะตามธรรมชาติ คนใกล้จมน้ำจะตื่นตระหนกทำให้เกาะสิ่งที่ยึดได้ไว้แน่น ซึ่งอาจทำให้ผู้เข้าไปช่วยจมน้ำไปด้วย

วิธีที่ปลอดภัยต้องใช้มือทั้งสองสอดไปใต้วงแขนของผู้ประสบเหตุและงอมือขึ้นให้ร่างของผู้ประสบเหตุชิดตัว และพูดปลอบผู้ประสบเหตุให้คลายความตระหนก จากนั้นว่ายน้ำช้าๆ เข้าฝั่ง ยกเว้นผู้ประสบเหตุต้องการการพยาบาลอย่างเร่งด่วน แต่หากผู้ประสบเหตุยึดเกาะคุณและจะทำให้คุณจมไปด้วย ให้ดำน้ำ ผู้ประสบเหตุจะปล่อยมือ

หากผู้ประสบเหตุจมน้ำไปแล้ว ให้ดึงตัวขึ้นมา และยกศีรษะผู้ประสบเหตุให้พ้นน้ำโดยเร็ว จากนั้นรีบผายปอดและนวดหัวใจ(การทำซีพีอาร์) ผู้ประสบเหตุบางรายที่อาการดูเหมือนไม่เป็นอะไรก็ต้องเข้ารับการตรวจทางการแพทย์ด้วยเพราะหากน้ำเข้าไปในปอดอาจเสียชีวิตได้

นอกจากอันตรายจากการจมน้ำ สัตว์มีพิษและโรคที่มากับน้ำแล้ว สิ่งที่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมต้องระมัดระวังคือ “การถูกไฟช็อต” เพราะน้ำเป็นสื่อนำไฟฟ้าชั้นดี หากถูกไฟช็อตอย่างหนัก ผู้ประสบเหตุอาจหมดสติ ผิวหนังไหม้บริเวณที่กระแสไฟฟ้าวิ่งผ่าน กล้ามเนื้อกระตุก บางรายที่ใช้มือแตะสายไฟ มืออาจกำสายไฟไว้แน่นเพราะแรงช็อต

วิธีช่วยผู้ประสบเหตุไฟช็อต

ดึงตัวผู้ประสบเหตุออกห่างจากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าทันที แต่ผู้ช่วยเหลือก็ต้องระวังไม่ให้ตัวเองได้รับอันตราย อย่าแตะต้องตัวผู้ประสบเหตุ เพราะไฟฟ้าอาจไหลผ่านมาสู่ตัวได้ โดยหากทำได้ให้ตัดไฟเร็วที่สุดโดยการสับสวิตช์ไฟหรือถอดปลั๊ก หากเป็นสายไฟหรือลวด ให้ใช้ขวานที่ด้ามเป็นไม้สับสายไฟ โดยต้องป้องกันดวงตาจากประกายไฟด้วย แต่ถ้าเป็นสายไฟฟ้าแรงสูงต้องแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตัดไฟ (การไฟฟ้านครหลวง โทร.1130 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โทร.1129)

หรือใช้วัตถุที่ไม่ใช่สื่อไฟฟ้า เช่น ไม้แห้ง เชือก เข็มขัด ผ้าห่ม หรือใช้ผ้าแห้งพันมือ เพื่อดึงหรือผลักผู้ประสบเหตุออกไป แต่หากจะให้เร็วอาจใช้เท้าที่สวมรองเท้าถีบให้ผู้ประสบเหตุออกจากจุดไฟช็อต ในกรณีที่ผู้ประสบเหตุกำสายไฟไว้ในมือ ให้ใช้ไม้หรือผ้าทำให้มือผู้ประสบเหตุหลุดจากสายไฟ ส่วนกรณีที่ผู้ประสบเหตุถูกไฟช็อตในน้ำ ให้เขี่ยสายไฟออกไปให้พ้นก่อนจึงเข้าไปช่วย

จากนั้นรีบปฐมพยาบาลผู้ประสบเหตุโดยเร็วที่สุด หากผู้ประสบเหตุไม่หายใจและหัวใจหยุดเต้นต้องรีบทำซีพีอาร์ โดยต้องทำไปเรื่อยๆ จนกว่าบุคลากรทางการแพทย์จะมาถึง และต้องทำให้ร่างกายผู้ประสบเหตุอบอุ่น หากผู้ประสบเหตุยังไม่หมดสติ ให้พูดกับผู้ประสบเหตุเบาๆ เรื่อยๆ เพื่อรักษาสติผู้ประสบเหตุเอาไว้และทำให้ผู้ประสบเหตุสงบ

หลังจากผู้ประสบเหตุได้รับการช่วยชีวิตแล้ว สิ่งที่เร่งด่วนในอันดับต่อมาคือการพาผู้ประสบเหตุไปโรงพยาบาล แต่น้ำที่ท่วมถนนก็ทำให้การเดินทางยากลำบาก และอาจง่ายขึ้นหากมีความรู้เรื่องการขับรถลุยน้ำเบื้องต้น

วิธีขับรถลุยน้ำท่วมเบื้องต้น

ระดับน้ำที่รถโดยทั่วไปสามารถแล่นผ่านได้คือ น้ำนิ่ง สูงไม่เกิน 6 นิ้ว แต่ถ้าน้ำไหล ต้องสูงไม่เกิน 4 นิ้ว ดังนั้นควรจอดรถลงมาสำรวจ และคุยกับคนขับรถที่ผ่านมาว่าสถานการณ์น้ำเป็นอย่างไร เพื่อประเมินว่าคุณจะขับรถผ่านได้หรือไม่

หากตัดสินใจที่จะขับผ่าน ต้องขับรถบนส่วนที่ดูสูงที่สุดบนถนน และขับช้าๆ ประมาณ 2-3 กิโลเมตรต่อชั่วโมงด้วยเกียร์หนึ่งหรือเกียร์ต่ำ หากเป็นรถเกียร์ธรรมดา ให้เหยียบคลัชบ่อยๆ แต่ถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติให้เหยียบเบรกบ่อยๆ เพื่อไล่น้ำ อย่าแล่นเร็ว เพราะการเร่งความเร็วแค่ 5 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจะทำให้เครื่องยนต์เกิดความร้อน ใบพัดลมจะทำงาน และปัดน้ำเข้าห้องเครื่อง

นอกจากการขับรถเร็วจะเสี่ยงทำให้น้ำเข้าเครื่องยนต์หรือทำให้เกิดคลื่นน้ำที่จะไปทำลายคันดินหรือกระสอบทรายที่ก่อไว้ ยังเสี่ยงกับการควบคุมรถไม่ได้ด้วย แม้จะเป็นน้ำนิ่งก็ตาม เพราะถ้าแล่นรถเร็ว ยางรถจะไม่สัมผัสพื้นถนน ทำให้รถลอย และเสียการควบคุมในที่สุด ซึ่งหากควบคุมไม่ได้ ให้จับพวงมาลัยหลวมๆ และปล่อยให้รถเคลื่อนไปเรื่อยๆ เพราะหากความเร็วลดลง ยางรถก็จะแตะพื้นถนนเอง

ส่วนข้อแนะนำอื่นๆ คือ ควรหยุดให้รถคันอื่นผ่านไปก่อนเพื่อลดความรุนแรงของคลื่นน้ำ เมื่อขับรถพ้นน้ำมาได้ให้เช็คระบบเบรกทันที และอย่าขับรถผ่านน้ำที่ไหลแรง เพราะรถอาจถูกพัดไปได้

อุตสาหกรรมสีเขียว โรงงานสื่อสารกับชุมชนได้

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ ที่ 02 ตุลาคม 2554

กระบวนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมคือต้นเหตุสำคัญของการสร้างมลพิษ โดยเฉพาะ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ตัวการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน วิธีปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมเพื่อลดมลพิษต่าง ๆ สามารถใช้เทคโนโลยีและการบริหารจัดการมาช่วยได้ แนวทางการสร้างเครือข่ายสีเขียว เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมที่สมดุลและยั่งยืนถือเป็นยุทธศาสตร์ของกระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้จัดงานพิธีมอบใบรับรอง “อุตสาหกรรมสีเขียว” และจัดงานเสวนา เรื่อง บทบาทของ GREEN CEO ในการขับเคลื่อนสู่กรีนอินดัสทรี (GREEN INDUSTRY)

นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงเร่งเดินหน้าโครงการ “อุตสาหกรรมสีเขียว” ให้ความสำคัญของการมีส่วนร่วมมุ่งสู่อุตสาหกรรมสีเขียวเพื่อการพัฒนาอย่างสมดุลและยั่งยืน คือการทำให้โรงงานสามารถสื่อสารกับชุมชนได้โดยตรง รับฟังความคิดเห็นของชุมชนมากขึ้น ทั้งยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ธุรกิจด้วย

“ทุกวันนี้โรงงานจะต้องไม่ทำให้ชุมชนมองว่าเราเป็นผู้ร้ายที่มุ่งหวังแต่จะกอบโกยผลประโยชน์ฝ่ายเดียว แต่เราควรจะพยายามผูกมิตร ช่วยเหลือจุนเจือสังคมรอบข้างตามกำลังความสามารถของโรงงาน เพราะโรงงานที่อยู่รอดและเติบโตต่อจากนี้ไป จะมีแต่โรงงานที่เล่นบทพระเอกเท่านั้น”

ด้าน ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า เหล่าซีอีโอของภาคอุตสาหกรรมถือเป็นแนวร่วมที่จะร่วมผลักดันให้อุตสาหกรรมสีเขียวประสบความสำเร็จ อุตสาหกรรมสีเขียวเป็นแค่จุดเริ่มต้นของนโยบายของกระทรวงที่จะผลักดันให้ภาครัฐและภาคเอกชนใส่ใจกับการพัฒนาธุรกิจควบคู่กับการอยู่ร่วมกันได้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมในระบบนิเวศ การพัฒนาเอสเอ็มอี และรัฐวิสาหกิจชุมชนให้เติบโตและแข่งขันได้ในยุคของการรวมตัวทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาขาที่ประเทศมีศักยภาพ เช่น หัตถอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมแฟชั่น อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ และอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ พร้อมพัฒนาให้เกิดเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ

นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะคอร์ปอเรชั่น จำกัด เล่าถึงวิธีการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมของอมตะ ว่า ทำให้พื้นที่เป็นเมือง สมาร์ทซิตี้ หมายถึงทำให้คนทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมได้ เป็นเมืองประหยัดพลังงาน และจัดสรรให้มีพื้นที่สีเขียว มีเขตกันชนระหว่างอุตสาหกรรมกับชุมชน มีระยะห่าง 120 กิโลเมตร และใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นที่ติดตั้งกังหันลม นำมาผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า ปัจจุบันมีโรงงานอยู่ 850 แห่ง หลังคาของโรงงานที่หันไปทางทิศเหนือและทิศใต้ได้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์

“นิคมสามารถผลิตไฟฟ้าจากขยะและระบบลมร้อนจากแอร์ มาผลิตไฟฟ้าได้ 400 เม กะวัตต์ แต่ความต้องการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 1,400 เมกะวัตต์คาดว่าปีหน้า จะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 400 เมกะวัตต์”

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวต่อว่า แนวคิดต่อยอดทางธุรกิจของอมตะคือสร้างเมืองวิทยาศาสตร์ในอมตะและขายความรู้เรื่องของการแปรรูปพลังงานของเสียให้นำกลับมาใช้ได้ใหม่ จะทำในลักษณะวิจัยและพัฒนามากขึ้น ปรับเปลี่ยนจากฐานการผลิตเป็นฐานการคิด

ด้าน นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด กล่าวถึงการเติบโตของโตชิบา ว่า ปัจจุบันโตชิบาอยู่คู่กับสังคมไทยมา 43 ปี เริ่มต้นจากด้วยความศรัทธา ครั้งที่บุกเบิกใช้คำว่าสวนอุตสาหกรรมไม่ใช้คำว่าเขตอุตสาหกรรม ด้วยเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้คืออุตสาหกรรมต้องอยู่กับคนได้ ใส่ใจในสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ภายใต้นโยบาย 5 กรีน ผลิตภัณฑ์ของโตชิบาจะประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ สิ่งที่เห็นได้ชัด 5 ปีที่ผ่านมาตัวอย่างเช่นทีวี เซอร์กิตบอร์ดของโตชิบาจะเล็กลงเรื่อย ๆ เพราะรู้ดีว่าอุปกรณ์ตัวนี้เป็นขยะพิษ เรื่องนี้เป็นหนึ่งในกรีนโปรดักส์ นอกจากนี้ยังมีกรีนเซอร์วิสหรือการบริการ สินค้าบางตัวที่หมดอายุการใช้งานเช่นโน้ตบุ๊ก บริษัทจะรับมาแยกชิ้นส่วนออกมาเพื่อรีไซเคิล และกำจัดทิ้งบางชิ้นส่วนโรงงานที่ประเทศไทยทำไม่ได้ต้องนำเข้าโรงงานที่สิงคโปร์

“แม้แต่หลอดไฟก็นำมารีไซเคิลยังโรงงาน แต่ปัญหาตอนนี้โรงงานกำลังการผลิตเต็ม” ผู้บริหารโตชิบาบอกเล่า

ด้าน นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ผลิตสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่นผลิตภัณฑ์จากระดาษทั้งหลายเล่าว่า พบว่าสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมถ้ามีราคาเท่ากับสินค้าปกติคนจะซื้อ แต่ถ้าแพงกว่าไม่ซื้อ เรื่องนี้จะต้องวิจัยและพัฒนาสินค้าไปเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมาเอสซีจีมียอดขาย 50,000 ล้านบาท

วันนี้การเดินหน้าส่งเสริมให้เกิดภาพของ “อุตสาหกรรมสีเขียว” ขึ้นในประเทศไทยจัดอยู่ในลำดับประเทศแรก ๆ ของโลกที่จะเป็นตัวอย่างของการเกิด กรีนอินดัสทรี อย่างเป็นรูปธรรม แต่ที่สุดแล้วต้องเริ่มจากศรัทธาของผู้ประกอบการก่อน.

รายละเอียด:

5 บวก 2 เท่ากับ ? (ตอบเป็นตัวเลข)

'ผลิตกล้าไม้'...ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันจันทร์ ที่ 19 กันยายน 2554

 การผลิตกล้าไม้ เพื่อแจกจ่ายให้กับหน่วยงานราชการ องค์กรเอกชน และประชาชนทั่วไป เป็นอีกหนึ่งภารกิจที่สำคัญของกรมป่าไม้ ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟูเพิ่มพื้นที่ป่า เพิ่มสีเขียวให้กับโลกใบนี้ ซึ่งแต่ละปีมีการเพาะชำกล้าไม้ 20-30 ล้านกล้า ฉะนั้นในขบวนการผลิต การจัดหาวัสดุมาใช้ในการผลิตกล้าไม้ การใช้ปุ๋ย และสารเคมีเพื่อควมคุมและกำจัดศัตรูพืช ย่อมจะส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม กรมป่าไม้ได้ตระหนักถึงผลกระทบดังกล่าว จึงได้กำหนดนโยบายการผลิตกล้าไม้ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมขึ้น

นายสุวิทย์ รัตนมณี อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่ากรมป่าไม้มีการผลิตกล้าไม้ประมาณ 20-30 ล้านกล้าต่อปี เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนในโครงการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูและเพิ่มพื้นที่ป่าให้กลับมาสมบูรณ์ รวมทั้งใช้ในการส่งเสริมการปลูกสร้างสวนป่าไม้เศรษฐกิจ เพื่อนำไม้มาใช้ประโยชน์ให้มีไม้ใช้สอยเพียงพอกับความต้องการทั้งด้านพลังงานทดแทนและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้ของประเทศ ซึ่งขบวนการผลิตกล้าไม้ดังกล่าวต้องปลอดจากการใช้สารเคมี หรือสารพิษที่ตกค้างหลังจากการใช้งานออกสู่สิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

ส่วนการดำเนินงานกรมป่าไม้ ได้จัดสัมมนาให้ความรู้กับบุคลากรในสำนักส่งเสริมการปลูกป่าส่วนเพาะชำกล้าไม้ทุกจังหวัดทั่วประเทศมาอบรมเพิ่มพูนความรู้ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในด้านการผลิตกล้าไม้ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในเรื่องการใช้วัสดุเพาะชำกล้าไม้เพื่อสิ่งแวดล้อม การใช้สารสกัดทางธรรมชาติต่าง ๆ เพื่อทดแทนการใช้สารเคมี สำหรับเทคโนโลยีการผลิตและการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพนั้น แต่ละสถานี และศูนย์เพาะชำกล้าไม้ได้ดำเนินการใช้ปุ๋ยอินทรีย์มากขึ้นในการบำรุงกล้าไม้ที่เพาะชำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด โดยได้รับการสนับสนุนจากกรมพัฒนาที่ดินมาให้ความรู้ในการผลิตปุ๋ยหมัก

นอกจากนี้ยัง ลดการใช้สารเคมี มาใช้จุลินทรีย์ควบคุมโรคพืช และสารสกัดสมุนไพรควบคุมแมลงศัตรูพืช ซึ่งปัจจุบันได้มีการนำสารอินทรีย์ ที่สกัดจากพืชสมุนไพรมาใช้เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำส้มควันไม้มาผสมกับสารเร่งซูปเปอร์ พด.7 ผลิตสารควบคุมแมลงศัตรูพืชได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งมีพืชสมุนไพรหลายอย่างนำมาผลิตสารไล่หรือควมคุมแมลงได้ เช่น มันแกว ว่านน้ำ สะเดาหนอนตายหยาก ขมิ้นชัน ยาสูบ ดีปลี หางไหล กลอย พริก น้อยหน่า สาบเสือ หญ้าฝรั่งเศส เบญจมาศ บอระเพ็ด สามโสก ตะไคร้หอม ไพล เสม็ดขาว ข่า กะเพรา เปลือกมังคุด ซึ่งสมุนไพรเหล่านี้มีสารออกฤทธิ์แตกต่างกันไป รวมทั้งวิธีสกัดนำสารออกฤทธิ์มาใช้

ในการผลิตกล้าไม้ นอกจากเรื่องการใช้ปุ๋ย ยาสารเคมีแล้ว วัสดุที่ใช้เพาะชำกล้าไม้ก็เป็นเรื่องใหญ่ กรมป่าไม้มีนโยบายที่จะใช้ถุงพลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงได้มีโครงการ “ถุงพลาสติกชีวภาพสำหรับการเพาะชำกล้าไม้” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกรมป่าไม้ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ด้วยการสนับสนุนจากสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพไทย ในการศึกษาแนวทางการพัฒนาถุงเพาะชำกล้าไม้จากพลาสติกชีวภาพที่สลายตัวได้ทางชีวภาพ เพื่อไม่ให้เกิดขยะพลาสติกที่เป็นมลพิษกับสิ่งแวดล้อม โดยได้ตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อดำเนินการโครงการนำร่อง เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการใช้งานจริงร่วมกันตลอดจนการพัฒนาสูตรคอมพาวด์พลาสติกชีวภาพและการผลิตให้เหมาะสม เพื่อผลิตถุงเพาะกล้าไม้ มาตั้งแต่มกราคม 2553

อย่างไรก็ตามในการดำเนินงานของส่วนเพาะชำกล้าไม้ สำนักส่งเสริมการปลูกป่า กรมป่าไม้ ถือว่าเป็นต้นทางในการที่จะเพิ่มพื้นที่สีเขียวและลดภาวะโลกร้อน นอกจากได้ตระหนักในขบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังให้ความสำคัญในการพัฒนาขบวนการผลิตกล้าไม้ให้ได้คุณภาพ ตามความต้องการ ทั้งเพื่อการอนุรักษ์พันธุ์ไม้ การปลูกเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่า การปลูกเพื่อการใช้สอย ทดแทนการนำเข้าไม้จากต่างประเทศ การปลูกไม้เพื่อเป็นพลังงานทดแทน เป็นภารกิจที่ทางกรมป่าไม้ให้ความสำคัญ.

บ้านคาร์บอนต่ำ

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน 2554

แนวทางการก้าวเดินสู่สังคมคาร์บอนต่ำคือกระแสของโลก ณ ตอนนี้ โครงการประกวดแนวความคิดออกแบบบ้านและอาคารตึกแถวคาร์บอนต่ำ ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน : อบก.) เชิญชวนให้ผู้สนใจส่งแบบบ้านเข้ามาประกวดตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา และเลื่อนการรับผลงานออกไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายน สำหรับโครงการนี้มีเป้าหมาย เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการก่อสร้างบ้านและอาคารตึกแถวที่สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยแบบดังกล่าวจะได้รับการเผยแพร่เป็นต้นแบบให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือประชาชนทั่วไป พร้อมทั้งรณรงค์ให้ผู้ประกอบอาชีพทางสถาปัตยกรรม ผู้ประกอบธุรกิจด้านที่อยู่อาศัย และผู้ที่ต้องการซื้อหรือสร้างบ้านและอาคารตึกแถวเกิดความตระหนักและเห็นความสำคัญต่อการลดโลกร้อน ได้ทราบถึงหลักเกณฑ์ที่สำคัญที่ควรคำนึงถึงและให้ความสนใจต่อการออกแบบที่อยู่อาศัยที่มีส่วนช่วยในการลดก๊าซเรือนกระจก

บ้านและอาคารตึกแถวคาร์บอนต่ำ หมายถึง บ้านและอาคารตึกแถวที่มีการก่อสร้าง วัสดุอุปกรณ์ การใช้งาน การซ่อมแซมและทุบทำลาย มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยตลอดวัฏจักรชีวิตของบ้านหรืออาคารนั้น ๆ เมื่อเทียบกับบ้านและอาคารตึกแถวแบบปกติ

ทั้งนี้ การดำเนินการก่อสร้างบ้านและอาคารตึกแถวคาร์บอนต่ำนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญในกระบวนการออกแบบ (Design) เป็นอย่างมาก โดยบ้านและอาคารตึกแถวคาร์บอนต่ำจะต้องมีการจัดการก๊าซเรือนกระจกที่จะเกิดขึ้นจากกิจกรรมต่าง ๆ ของบ้านและอาคารได้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความสามารถในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การจัดการของเสีย การใช้วัสดุและทรัพยากรต่าง ๆ อย่างประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนมีความสามารถในการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้เป็นอย่างดี

ดังนั้นลักษณะสำคัญของบ้านและอาคารตึกแถวคาร์บอนต่ำในประเทศไทย ควรออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศร้อนชื้น (Tropical Design) สามารถป้องกันและบรรเทาปัญหาน้ำท่วม ไม่สะสมความชื้น และระบายความร้อนได้ดี นอกจากนี้การออกแบบบ้านและอาคารตึกแถวคาร์บอนต่ำ ยังต้องคำนึงถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการลดก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มการดูดซับคาร์บอน ภายในบ้านและอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ใครที่คิดจะสร้างบ้านแล้วยังไม่มีแบบบ้านอดใจรออีกนิด เพื่อรอแบบบ้านคาร์บอนต่ำ เพราะมีทั้งบ้านเดี่ยว และแบบอาคารตึกให้เลือก หรือติดตามความคืบหน้าที่ เว็บไซต์ http://www.tgo.or.th/

ระบบดี บริหารจัดการดี...ไม่น่าห่วงอย่างที่คิด ปัญหาน้ำท่วมเมืองกรุง

ผู้เขียน: 
พัชรินทร์ ธรรมรส

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันจันทร์ ที่ 19 กันยายน 2554

สถานการณ์อุทกภัยในหลายจังหวัดตอนบนของประเทศขณะนี้ รวมทั้งปริมาณน้ำในเขื่อนหลักขนาดใหญ่ ที่ใกล้เต็มความจุเขื่อน ทำให้หลายคนกำลังจับตาว่าน้ำเหนือที่กำลังไหลบ่าลงมาจะส่งผลให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ หรือไม่

กรุงเทพมหานครตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำตามธรรมชาติ มีแม่น้ำเจ้าพระยา ที่เป็นทางผ่านของน้ำเหนือไหลออกสู่อ่าวไทย ที่มีวิถีชีวิตที่อยู่กับน้ำ เป็นเมืองหลวงศิวิไลซ์ และยังมีการทำเกษตรกรรม ดังนั้นจึงเป็นเมือง ที่ต้องมีระบบในการป้องกันน้ำท่วมมาก เพื่อปรับเปลี่ยนสอดคล้องกับการเติบโตของเมือง ที่ผ่านมาคนกรุงได้รู้ซึ้งถึงคำว่า “น้ำท่วมกรุงเทพฯ” อยู่หลายครั้ง ถ้านับครั้งล่าสุด ก็คือในปี พ.ศ.2538 ที่น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ริมฝั่งระดับน้ำสูงถึง 50 เซนติเมตร บางจุดสูง 1 เมตร เช่น บริเวณถนนจรัญสนิทวงศ์ เขตบางพลัด บางกอกน้อย และถนนเจริญกรุง เขตคลองสาน รวมระยะเวลาน้ำท่วมประมาณ 2 เดือน สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนและสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ’สภาพของน้ำท่วมขังในกรุงเทพฯ ทุกวันนี้คงเทียบไม่ได้และห่างไกลจากอดีตที่เคยเกิดขึ้น เพราะเป็นเพียงน้ำขังที่รอการระบาย ซึ่งพื้นที่ในเมืองผลกระทบมากสุดก็อยู่แค่ระดับล้นฟุตปาธทางเท้า ทำให้รถติด ต้องรอเวลา 2-3 ชั่วโมง ระบายหมดไป ไม่ใช่สภาพของน้ำท่วมแบบที่ในต่างจังหวัดที่ประสบอยู่ในขณะนี้“

ส่วนที่จะเรียกว่าน้ำท่วมได้จริง ก็มีเฉพาะบ้านเรือนที่บุกรุกริมแม่น้ำลำคลองนอกแนวเขื่อน ที่ต้องรับสภาพของปริมาณน้ำหลากในคลองและแม่น้ำในช่วงฤดูฝน ที่ต้องขนข้าวของขึ้นที่สูง ต้องต่อสะพานไม้เพื่อเป็นทางสัญจรชั่วคราว ในช่วงเวลาไม่นาน ส่วนพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมและที่ลุ่มต่ำ ที่จะเป็นแหล่งรับน้ำที่ไหลลงมาทางด้านตะวันออกนั้น ตั้งแต่มีการก่อสร้างแนวคันกั้นน้ำพระราชดำริ ตั้งแต่ปีพ.ศ.2528 ก็สามารถป้องกันน้ำท่วมเข้ามาสมทบพื้นที่ภายในกรุงเทพฯ ได้ แต่ยังมีบริเวณนอกคันที่กินพื้นที่เขตคลองสามวา หนองจอก มีนบุรี และลาดกระบัง ยังคงได้รับผลกระทบ เนื่องจากการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิที่ทำให้ทางระบายน้ำปรับเปลี่ยนย้อนกลับเข้ามาเมืองกรุง รวมทั้งลักษณะการใช้ที่ดินในบริเวณดังกล่าวที่มีการขยายตัวของที่อยู่อาศัยไปในพื้นที่เกษตรกรรม และหมู่บ้านจัดสรรที่ไม่มีระบบการระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ จึงยังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังในช่วงที่มีฝนตกหนักและน้ำเอ่อล้นคลองได้ แต่ก็เป็นช่วงระยะเวลาที่ไม่นาน และส่วนใหญ่เป็นการท่วมขังในเส้นทางสัญจรและพื้นที่รกร้าง ยังไม่ถึงขั้นเดินทางออกมาใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้

นายสัญญา ชีนิมิตร ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า ปัจจุบันระบบต่าง ๆ ได้มีการพัฒนาไปมากที่จะช่วยบริหารจัดการสถานการณ์น้ำได้ดีขึ้น ณ วันนี้กรุงเทพฯ ยังปลอดภัย สำหรับข้อกังวลในเรื่องปริมาณน้ำเหนือที่จะมาถึงในช่วงนี้นั้น ยังประเมินว่าใกล้เคียงกับช่วงปี 2553 ซึ่งน้ำเหนือที่ผ่านกรุงเทพฯ อยู่ที่ประมาณ 3,000–4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยปริมาณน้ำสูงสุด ในเดือน ต.ค. ที่ 4,652 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนปริมาณน้ำในเขื่อนหลักในช่วงนี้ถือว่ามีมากกว่าปีผ่านมาซึ่งหากฝนด้านเหนือไม่ตกหนักลงมาอีกก็จะช่วยชะลอการปล่อยน้ำลงมาด้านล่างได้ ส่วนน้ำหนุน ในปีนี้น้ำจะหนุนสูงในช่วงวันที่ 27–29 ต.ค. โดยหนุนสูงสุดที่ 1.31 เมตรซึ่งถือว่ายังห่างกันอยู่ แต่ปัจจัยที่เป็นตัวแปรที่สำคัญและต้องเฝ้าระวังคือ น้ำฝนที่จะตกในกรุงเทพฯ เนื่องจากเดือนต.ค.ยังเป็นเดือนที่กรุงเทพฯจะมีปริมาณฝนตกลงมามาก และในปีนี้ ปริมาณฝนตกมามากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ โดยปริมาณฝนถึงเดือน ก.ย. นี้ ตกมา 1,764 มิลลิเมตร สูงกว่าปกติที่จะมีฝนทั้งปีที่ 1,181 มิลลิเมตร ซึ่งพบว่าแนวโน้มฝนตกในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังในช่วงนี้ไปจนถึงปลายเดือนต.ค.

อย่างไรก็ตามระบบการป้องกันปัญหาน้ำท่วมมีความพร้อมมากขึ้น ส่วนหลัก ๆ ที่เห็นได้ชัดคือแนวเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยาของกทม.ที่แล้วเสร็จกว่า 75 กิโลเมตรป้องกันระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาได้สูง 2.50 เมตร ซึ่งเหลืออีกประมาณ 11 กิโลเมตร ที่เป็นฟันหลอเนื่องจากติดบ้านเรือนรุกล้ำที่ผ่านมาต้องใช้กระสอบทรายอุดและบางจุดก็ใช้ผนังอาคารเป็นแนวป้องกัน แต่ภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงการใช้อาคาร ซึ่ง กทม. ได้เตรียมก่อสร้าง ในส่วนนี้ ตามแผนจะให้แล้วเสร็จในปี 2556 ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ เขตคลองเตย บางนา พระโขนง ยานนาวาและ สัมพันธวงศ์ สำหรับโครงการอุโมงค์ยักษ์ ที่แล้วเสร็จเปิดใช้งานแล้ว 1 แห่ง คืออุโมงค์พระราม 9-รามคำแหง ที่ช่วยพร่องน้ำในคลองหลัก คือ คลองแสนแสบ คลองประเวศบุรีรมย์ คลองมหานาค คลองสามเสน คลองบางซื่อ เพิ่มพื้นที่เก็บน้ำเพื่อรอการระบายได้กว่า 1 ล้าน ลบ.ม. และช่วยให้การระบายน้ำท่วมขังในย่านบางกะปิ ลาดพร้าว รามคำแหง พระราม 9 ได้เร็วขึ้น โดยขณะนี้ กทม. มีอุโมงค์ระบายน้ำแล้วเสร็จรวม 7 แห่งระยะทาง 19.13 กิโลเมตร ระบายน้ำได้ 155.5 ลบ.ม. ต่อวินาที

นอกจากนี้ยังมีการสร้างระบบพื้นที่ปิดล้อมย่อย ๆ เพื่อสะดวกในการสูบน้ำออก จากพื้นที่จุดอ่อนน้ำท่วม มีอยู่ 15 จุดคือ 1. ถนนจันทน์ เซ็นหลุยส์ สาธุประดิษฐ์ 2. ถนนพหลโยธินจากคอลงสามเสนถึงคลองบางซื่อ 3. ถนนสุขุมวิท จากคลองพระโขนง ถึงซอยลาซาล 4. ถนนสุขุมวิทบริเวณซอย 34 และ 49 5. ถนนลาดพร้าวจากคลองลาดพร้าวถึงห้างเดอะมอลล์ 6. ถนนนวมินทร์จากคลองดอนอีกาถึงแยกประเสริฐมนูกิจ 7. ถนนรัชดาภิเษกหน้าห้างโรบินสัน 8. ถนนรัชดาภิเษก บริเวณแยกรัชดา-ลาดพร้าว 9. ถนนเพชรบุรีจากถนนบรรทัดทองถึงแยกราชเทวี 10. ถนนนิคมมักกะสัน 11. ถนนพระราม 6 หน้าตลาดประแจจีน 12. ถนนเพชรเกษม ซอยเพชรเกษม 63 (วัดม่วง) 13. ถนนเย็นอากาศ จากถนนนางลิ้นจี่ถึงซอยศรีบำเพ็ญ 14. ถนนศรีนครินทร์ช่วงคลองตาสาดถึงคลองตาช้าง และ 15. ถนนสนามไชยและถนนมหาราช เนื่องจากทั้งหมดเป็นที่ลุ่มต่ำซึ่งทางสำนักฯ ได้เตรียมเครื่องสูบและหน่วยเบสท์ไว้พร้อมแล้ว และยังมีการเพิ่มพื้นที่แก้มลิงเพื่อรองรับน้ำ ตั้งแต่ปี 2532 มีแก้มลิงเก็บน้ำได้กว่า 12 ล้าน ลบ.ม. โครงการคลองลัดโพธิ์ที่ช่วยร่นระยะเวลาระบายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาออกสู่ทะเล นอกจากนี้ยังมีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่นำมาใช้ในการพยากรณ์น้ำฝน ตรวจวัด ที่ช่วยให้การควบคุมสั่งการระบบระบายน้ำในจุดที่จะมีฝนตกได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

จากการประเมินสถานการณ์น้ำและระบบป้องกันต่าง ๆ แม้จะเบาใจได้หลายเปลาะ แต่เรื่องของธรรมชาติก็ยังอยู่เหนือการคาดเดาของมนุษย์ การ เตรียมพร้อมระบบและการบริหารจัดการที่ดีจะช่วยให้สถานการณ์ที่น่าวิตก ผ่อนคลายความรุนแรงลงได้.

กระทรวงทรัพย์ฯขับเคลื่อน3แนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วม ติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้าในพื้นที่เสี่ยง 'ดินถล่ม'

ผู้เขียน: 
ทีมข่าวภูมิภาค

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันจันทร์ ที่ 19 กันยายน 2554

ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หมายถึง มหันตภัยที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เป็นการนำมาซึ่งการทำลายล้างทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากสภาพดั้งเดิม

สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นขณะนี้ นอกจากจะสร้างความเสียหายมหาศาลต่อประเทศชาติ และประชาชนแล้ว ยังถือเป็นปัญหาที่ท้าทายของรัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งล่าสุด ทั้งเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติรองรับน้ำเต็ม 100% จนกรมชลประทานต้องสั่งการให้เจ้าหน้าที่จับตาปริมาณน้ำในเขื่อนต่าง ๆ อย่างใกล้ชิดแบบวันต่อวัน เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนหลายแห่งมีระดับที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าภายในไม่เกิน 10 วัน หากระดับน้ำยังสูงขึ้นจะทำให้น้ำเต็มเขื่อน อาจต้องปล่อยให้น้ำล้นออกมา เกิดผลกระทบตามมา ทำให้จังหวัดที่อยู่ในภาคกลางไม่ว่าจะเป็น ชัยนาท อ่างทอง สิงห์บุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา กรุงเทพ มหานคร น้ำท่วมบ้านเรือน เรือกสวนไร่นา ถนนหนทางได้รับความเสียหายอย่างหนัก ประชาชนที่ประสบภัยได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส เช่นน้ำในแม่น้ำป่าสัก แม่น้ำน้อย และแม่น้ำเจ้าพระยา ได้ไหลเอ่อเข้าท่วมวัดไทรน้อย ต.ไทร น้อย อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา และปริมาณสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้โบสถ์ วิหาร เมรุ และบริเวณลานวัดได้รับความเสียหาย บางหมู่บ้านน้ำท่วมขังเป็นเวลาหลายวัน สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก หรือแม้กระทั่งที่จังหวัดสิงห์บุรีมีการจมน้ำตาย เนื่องจากผู้ตายลงมาเก็บของหนีน้ำ เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้พลัดตกน้ำเสียชีวิต ขณะนี้ต้องยอม รับว่ามีหน่วยงานหลาย ๆ หน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือ แต่การเข้ามาช่วยเหลือของราชการเป็นการช่วยเหลือแค่ระยะสั้นเท่านั้น แต่สิ่งที่จะเป็นการบ้านให้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ คือการทำอย่างไรที่จะแก้ปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่เฉพาะหน้าเท่านั้น

นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เปิดเผยในเรื่องของการแก้ไขปัญหาน้ำแบบบูรณาการว่า ปัจจุบันรูปแบบการตกของฝนเปลี่ยนไปจากอดีตมาก กล่าวคือฝนจะตกครั้งละมาก ๆ หรือตกเป็นเวลาหลายวันต่อเนื่อง ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม และพบว่าในอนาคตสภาพความแปรปรวนของภูมิอากาศจะมีความถี่ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ประเทศไทยประสบกับภัยธรรมชาติ ต่าง ๆ เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม ดินถล่ม ฯลฯ เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ดังนั้นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแบบบูรณาการจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและต้องพิจารณาข้อมูลจากหลายมิติไปพร้อม ๆ กัน มาตรการเร่งด่วนที่ควรดำเนินการในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา อาทิ ควรเร่งปรับปรุงระบบเตือนภัยล่วงหน้า และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบ เร่งวางแผนแม่บทมาตรฐานการป้องกันน้ำท่วม โดยใช้สิ่งก่อสร้าง ควรมีแผนพัฒนากรุงเทพฯ และเมืองบริวารในอนาคต มีมาตรการควบคุมการใช้ที่ดินและผังเมืองโดยใช้แผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม เป็นต้น

สำหรับแนวทางการบริหารจัดการพิบัติภัยจากน้ำท่วมในเชิงพื้นที่ระดับ ลุ่มน้ำหลัก และ ลุ่มน้ำย่อย ขณะนี้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำลังปรับระบบการทำงานให้เน้นประสิทธิผลมากกว่าการทำกิจกรรมตั้งรับ โดยนำทฤษฎีขั้นพื้นฐานที่ประเทศพัฒนาแล้วได้ดำเนินการใช้อยู่มาเป็นกรอบในการประยุกต์สารสนเทศเชิงพื้นที่ การวิเคราะห์และประมวลผล รวมทั้งจัดทำแบบจำลองเชิงพื้นที่ในหลายรูปแบบ เพื่อให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรมและเป็นพลวัต สามารถนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์และนำไปปฏิบัติได้จริงในพื้นที่ได้อย่างทันเหตุการณ์ เป็นเอกภาพ มีความเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง และมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเป็นเครือข่าย เป็นการจัดการปัญหาในเชิง รุกที่ทั่วถึง เท่าเทียม และขณะนี้ได้ดำเนินงานครอบคลุมใน 3 แนวทาง ประกอบด้วย

1. เสนอแนะนโยบายและแผนมาตรการที่เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ ซึ่งมีการส่งเสริมการรวม กลุ่มและการสร้างกลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยคณะกรรมการลุ่มน้ำและคณะทำงานด้านต่าง ๆ การจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำเพื่อการบริหารจัดการน้ำ เป็นต้น การจัดทำแผนพัฒนาบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการเป็นรายลุ่มน้ำ รวมถึงแผนงบประมาณเชิงบูรณาการ สนับสนุนจังหวัดและกลุ่มจังหวัดในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ไม่เกิดความซ้ำซ้อนในการของบประมาณของแผ่นดิน

2. มีการพัฒนา ปรับปรุง อนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำ เพื่อให้แหล่งน้ำกลับคืนสภาพความสมบูรณ์ตามธรรมชาติมากที่สุด เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่โดยรอบสามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำได้ตลอดปี จากการมีปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยในการรองรับปริมาณน้ำที่มากในฤดูฝนเพื่อป้องกันและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมโดยรอบ ส่วนการจัดหาน้ำต้นทุน โดยการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการจัดการน้ำแบบบูรณาการในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำการศึกษาความเหมาะสมการผันน้ำ ระบบกระจายน้ำ การบริหารโครงการเพื่อการใช้ประโยชน์และบำรุงรักษาโครงการ เพื่อที่จะทำการออกแบบและการก่อสร้างโครงการต่อไป

3. เฝ้าระวัง พยากรณ์และเตือนภัยด้านน้ำ มีการติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early warning) ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย ดินถล่มในพื้นที่ลาดชันและพื้นที่ราบเขา เพื่อเฝ้าระวังและลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยในปีงบประมาณ 2554 จะดำเนินการติดตั้งได้ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงภัยทั้งหมดที่ได้ทำการศึกษาไว้ และมีการติดตั้งระบบตรวจวัดสภาพน้ำอัตโนมัติทางไกล การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลภูมิภาคในพื้นที่ลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูล เพื่อให้สามารถบริหารการจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในพื้นที่

เป้าหมายหลักเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเหมาะสมเพียงพอสำหรับใช้ในกิจการต่าง ๆ ในหน้าแล้ง ในขณะที่ช่วงหน้าฝนสามารถผันน้ำออกจากแหล่งกักเก็บน้ำในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตร แหล่งที่อยู่อาศัย หรือชุมชน หากสามารถดำเนินการได้อย่างจริงจัง ความจำเป็นในการก่อสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่จะส่งผล กระทบต่อสภาพแวดล้อม ที่อยู่อาศัย และที่ดินทำกินของชาวบ้าน ตัวอย่างเช่น การเรียกร้องให้สร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นที่ถูกจุดประเด็นขึ้นมาจะน้อยลง ซึ่งจะทำให้ข้อพิพาทขัดแย้งระหว่างชาวบ้านด้วยกัน หรือข้อพิพาทระหว่างชาวบ้านกับรัฐลดลง.

เกษตรไทยใน 4ปี ข้างหน้า

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน 2554

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายการบริหารราชการให้แก่ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันก่อน ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โดยเนื้อหาใจความพบว่า จะดำเนินการใน 4 ปีนั้นมุ่งไปที่การพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศที่มีความสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล จำนวน 3 นโยบาย คือ นโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก นโยบายเศรษฐกิจด้านนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตร และ นโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งหมด 10 โครงการ โดยใช้งบประมาณ 229,561.60 ล้านบาท ประกอบด้วย

1. นโยบายที่เร่งดำเนินการในปีแรก คือ เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ประมาณ 3.35 ล้านไร่ และเร่งรัดช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยธรรมชาติ โดยส่งเสริมให้มีการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการและเร่งรัดขยายเขตพื้นที่ชลประทาน เพื่อให้มีการบริหารจัดการน้ำในระดับประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถป้องกันปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งได้ รวมทั้งสนับสนุนภาคการเกษตรด้วยการก่อสร้างระบบชลประทานขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ฟื้นฟูการขุดลอกคูคลอง และแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีอยู่เดิม ขยายการสูบน้ำด้วยไฟฟ้า จัดสร้างคลองส่งน้ำขนาดเล็กเข้าสู่ไร่นา และขยายเขตการจัดรูปที่ดิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การใช้น้ำและการผลิต ส่งเสริมการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์

2. นโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพมาตรฐาน และเพียงพอต่อความต้องการ การทำให้มูลค่าสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น โดยจะมีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืช การวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงต้านทานโรคและแมลงศัตรูพืชเพื่อให้สอด คล้องกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก การลดต้นทุนการผลิตและพัฒนาคุณภาพผลผลิต พร้อมทั้งเสริมสร้างฐานรากของครัวเรือนเกษตรกรให้เข้มแข็งการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก จัดทำระบบทะเบียนครัวเรือนเกษตรกรที่มีข้อมูลการเกษตรของครัวเรือนครบถ้วน

3. นโยบายที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีเป้าหมายบริหารจัดการพื้นที่ทำการประมงและแหล่งอาศัยสัตว์น้ำ ได้รับการบริหารจัดการไม่น้อยกว่าปีละ 8.8 ล้านไร่ และ 60 แห่ง โดยการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยการฟื้นฟูทะเลไทย จัดสร้างและขยายปะการังเทียมและหญ้าทะเล เพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนและแก้ไขกฎระเบียบ สามารถใช้ประโยชน์จากป่าชายเลนได้ การจัดที่ดินโดยให้มีการกระจายสิทธิที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน โดยใช้มาตรการทางภาษีและจัดตั้งธนาคารที่ดินให้แก่คนจนและเกษตรกรรายย่อย

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า แผนงานและโครงการที่กระทรวงเกษตรฯ จะเร่งรัดดำเนินการจะมีทั้งการต่อยอดโครงการเดิมให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุมพื้นที่การเกษตรมากยิ่งขึ้น รวมถึงโครงการใหม่ที่มีทั้งแผนงานโครงการระยะสั้นและระยะยาวรวมทั้งหมด 10 โครงการ แบ่งเป็น แผนระยะสั้นที่มีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี (พ.ศ. 2555-2557) ประกอบด้วย 1. โครงการจัดระบบการปลูกข้าว วงเงิน 880.04 ล้านบาท 2. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต วงเงิน 1,607.78 ล้านบาท

โครงการระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ.2555-2558) ประกอบด้วย

1. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาคเกษตร วงเงิน 4,615.80 ล้านบาท

2. โครงการป้องกันบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งในระดับประเทศ วงเงิน 177,292.68 ล้านบาท 3. โครงการแหล่งน้ำในไร่นาและชุมชน วงเงิน 19,812.36 ล้านบาท.

ความมั่นคงด้านอาหาร

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 15 กันยายน 2554

นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการด้านน้ำและระบบนิเวศของนาข้าว ซึ่งก่อตั้งขึ้นภายใต้คณะกรรมการด้านการชลประทานและการระบายน้ำแห่งประเทศไทยร่วมกับ เครือข่ายนานาชาติด้านน้ำและระบบนิเวศของนาข้าว (INWEPF) ได้จัดประชุมวิชาการ เรื่อง “Crucial Roles of Paddy Fields associated with Water Management and Environment” ทั้งนี้การประชุมวิชาการดังกล่าวเป็นไปตามแผนงานและกิจกรรมที่ INWEPF วางไว้ที่จะดำเนินการในช่วงปี 2554-2555 เพื่อเป็นการบูรณาการความรู้ และข้อมูลของศาสตร์ด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการสนับสนุนเพื่อการจัดการน้ำและระบบนิเวศของนาข้าวอย่างยั่งยืน รวมถึงการจัดทำแนวทางการสร้างความเข้าใจในระบบของนาข้าวที่มิได้เป็นเพียงแหล่งผลิตอาหารหลักเท่านั้น แต่นาข้าวยังเอื้อประโยชน์ต่อระบบนิเวศโดยรอบด้วย เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับนาข้าว

สำหรับสมาชิกของ INWEPF ในปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 17 ประเทศคือ ญี่ปุ่น กัมพูชา บังกลาเทศ จีน เนปาล อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย สหภาพพม่า ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ศรีลังกา เวียดนาม อียิปต์ ปากีสถาน อินเดีย และไทย ซึ่งในอนาคตคณะอนุกรรมการด้านน้ำและระบบนิเวศของนาข้าวจะส่งเสริมให้ INWEPF Thai Committee เข้าไปมีบทบาทในเวทีนานาชาติให้มากขึ้นเพื่อให้นานาชาติทราบถึงศักยภาพของประเทศไทยในด้านความมั่นคงทางอาหารและการบรรเทาความยากจน การใช้น้ำอย่างยั่งยืน และการเป็นหุ้นส่วน ซึ่งจะเห็นได้จากมติที่ประชุม 7th Steering Meeting ได้มอบให้ INWEPF Thai Committee เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุม 10th Steering Meeting ที่ประเทศไทยในปี พ.ศ. 2556.

รณรงค์ คาร์ฟรีเดย์ ทำทางจักรยานแนวถนนวงแหวนชั้นใน

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน 2554

กทม.เล็งเสนอ บช.น.นำร่องวันอาทิตย์ เมื่อเวลา 10.00 น.

วันที่ 14 ก.ย. นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานในงานแถลงข่าวจัดกิจกรรม Bangkok Car Free Day 2011 เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลหันมาใช้รถขนส่งมวลชน การเดิน และขี่จักรยานมากขึ้น เพื่อลดภาวะโลกร้อนและมลพิษทางอากาศ รวมทั้งมีกิจกรรมพิเศษในปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา ซึ่งกทม.จัดกิจกรรมต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 12 แล้ว โดยการจัดงาน Bangkok Car Free Day 2011 จะมีขึ้นที่บริเวณท้องสนามหลวง ในวันอาทิตย์ที่ 18 ก.ย.นี้ เวลา 09.00-10-00 น. โดยทางสมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพเป็นแนวร่วมหลักในการนำขบวนจักรยานกว่า 5,000 คัน มาช่วยในการจัดงาน โดยมีการแปรขบวนจักรยานกว่า 2,000 คัน เป็นรูปหมายเลข 84 และแปรขบวนเป็นเลข 350 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องจากเลข 350 นั้นหมายถึงปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ควรจะลดลงมาไม่ให้เกิน 350 ppm ทั้งนี้ในส่วนของแนวทางการรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้จักรยานในการเดินทางนั้น ทางกทม.จะมีการหารือกับทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ในการทำทางจักรยาน โดยเส้นทางใหม่ที่สมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพ เสนอมา คือ เส้นวงแหวนใน คือจากแยกพระราม 9 ไปตามถนนรัชดาภิเษก ผ่านแยกรัชโยธิน ประชานุกูล วงศ์สว่างออกไปยังถนนจรัญสนิทวงศ์ ระยะทาง 40 กม. ซึ่งในเบื้องต้นอยากให้ทาง บช.น.พิจารณาในการทำเส้นทางในวันหยุดเริ่มที่วันอาทิตย์ ที่การจราจรไม่ติดขัด และหากได้ผลก็ขยายมาเป็นวันเสาร์ ซึ่งเส้นทางจักรยานนี้ได้เสนอให้วิ่งบนถนน โดยใช้วิธีการกั้นกรวย แบ่งช่องจราจรให้กับจักรยาน

นายธีระชน กล่าวเพิ่มเติมว่าจากการที่รัฐบาลออกนโยบายรถคันแรกมา โดยมีการคาดการณ์ว่าปริมาณรถในโครงการประมาณ 500,000 คันนั้น ทางกทม.มีความกังวลว่าการจราจรใน กทม.อาจมีความหนาแน่นมากขึ้น จึงอยากให้คนกรุงเทพฯ ใช้บริการขนส่งมวลชนอย่างรถไฟฟ้า หรือการโดยสารไปด้วยกันอย่างคาร์พูลมากกว่า ส่วนรถคันแรกน่าจะกระจายไปยังต่างจังหวัดหรือปริมณฑล เพื่อไม่ให้เกิดความหนาแน่นใน กทม.

by ThaiWebExpert