หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

หล่อลื่นปตท.ได้รับเครื่องหมายรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ เป็นรายแรกของอาเซียน

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันที่ 20 เมษายน 2555

เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า "ภาวะโลกร้อน" (Global Warming) เป็นประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด จึงเป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ที่จะช่วยกันลดผลกระทบที่เกิดขึ้น ปตท. ได้ตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วน ความสำคัญของปัญหาดังกล่าว และเพื่อตอบยุทธศาสตร์กลุ่มปตท. ที่จะก้าวไปสู่การเป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติ ที่ดำเนินงานด้วยความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม(Technologically Advanced and Green National Oil Company - TAGNOC) โดยจะให้ความสำคัญกับการศึกษา วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การกำหนดนโยบายและออกมาตรการควบคุมให้การดำเนินงานเป็นไปตามมาตรฐานต่างๆ อย่างต่อเนื่องตลอดจนการลดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยบรรเทาภาวะโลกร้อน เพื่อที่จะขับเคลื่อนธุรกิจของกลุ่มปตท. ไปพร้อมๆ กับการอยู่ดีมีสุขของสังคมและชุมชนอย่างยั่งยืน

นายสรัญ รังคสิริ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เน้นย้ำความเป็นผู้นำด้านพลังงานควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมที่เป็นเลิศโดยเปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นPTT Performa Super synthetic APISN 0W-30 ทั้งขนาด 1 ลิตร และ 4 ลิตร ได้รับเครื่องหมายรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) นับเป็นบริษัทน้ำมันรายแรกของอาเซียนที่ได้รับการรับรองดังกล่าว ซึ่งส่วนประกอบหลักในผลิตภัณฑ์ PTT Performa Super synthetic API-SN 0W-30 มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์น้อยกว่าน้ำมันหล่อลื่นเกรดธรรมดากว่า20% ซึ่งหมายถึงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์ตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle) ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การขนส่ง การผลิต การใช้งาน และการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังการใช้งาน โดยคำนวณออกมาในรูปกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อหนึ่งหน่วยผลิตภัณฑ์ เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่จะติดบนสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ นั้น เป็นการแสดงข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดให้ผู้บริโภครับทราบเพื่อประกอบการตัดสินใจ

จึงเป็นบทพิสูจน์ถึงเจตนารมณ์ของ ปตท. ในการดำเนินธุรกิจที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยความตั้งใจจริงในการศึกษาผลกระทบที่จะเกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ของ ปตท. ตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ นอกจากนั้นยังแสดงถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นของ ปตท. ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อก้าวสู่การยอมรับในเวทีประชาคมโลกอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย ดังนั้นผู้บริโภคจึงสามารถมีส่วนร่วมกับ ปตท. ในการช่วยควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีกทางหนึ่งด้วยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของ ปตท.

สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์จับมือเชียงใหม่เฟรชมิลค์ผลิตก๊าซไบโอมีเทนอัด พลังงานทดแทนในยานยนต์

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันที่ 15 เมษายน 2555
นิวัตร ธาตุอินจันทร์/เชียงใหม่

สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นหน่วยงานแรกที่ริเริ่มศึกษาวิจัย เพื่อนำก๊าซชีวภาพมาใช้เป็นพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก สำหรับคนไทยได้ ในอนาคตพัฒนาก๊าซชีวภาพให้เป็นก๊าซไบโอมีเทนอัดช่วยลดค่าใชจ่ายและลดปัญหามลพิษให้กับสิ่งแวดล้อม

เป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีพลังงานต้นแบบที่มีประสิทธิภาพสู่ชุมชนและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม

ปัจจุบันการจัดหาเชื้อเพลิงทางเลือกเพื่อทดแทนผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในการคมนาคมขนส่ง เช่น น้ำมันและก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นทางออกที่สำคัญเพื่อลดการนำเข้าจากนอกประเทศซึ่งนับวันมีโอกาสที่จะลดลงและมีราคาสูงเพิ่มขึ้น จากปัญหาดังกล่าว ก๊าซชีวภาพจึงเป็นพลังงานทางเลือกหนึ่งที่สามารถผลิตได้เองในบ้านเรา เป็นก๊าซที่เกิดจากการหมักสารอินทรีย์ในสภาพไร้อากาศได้ออกมาเป็นก๊าซมีเทนที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับก๊าซธรรมชาติที่เรียกกันว่าก๊าซ NGV ที่ใช้กับยานยนต์อยู่ในขณะนี้ เมื่อนำมาปรับปรุงให้เป็นก๊าซที่บริสุทธิ์จะสามารถใช้ทดแทนก๊าซธรรมชาติที่มีใช้กันอยู่ทั่วประเทศได้ หลายท่านคงจำได้ว่าก๊าซชีวภาพที่กล่าวถึงนี้ มีมานานแล้วในบ้านเรา เกิดจากการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรที่เลี้ยงสุกร เลี้ยงวัวฝูงแล้วนำมูลสัตว์มาหมักในถังปูนซีเมนต์ มีการพัฒนาเป็นการหมักในโดมพลาสติกขึ้นอยู่กับปริมาณของมูลสัตว์หรือขนาดของฟาร์ม บ่อหมักมีตั้งแต่ขนาด 50 ลูกบาศก์เมตร จนถึงขนาดใหญ่แบบอุตสาหกรรม ก๊าซที่ได้เกษตรกรจะนำมาใช้ในการกกลูกไก่ กกลูกสุกร ใช้เป็นแสงไฟฟ้าทดแทนกระแสไฟฟ้าในฟาร์ม ใช้กับเครื่องสูบน้ำ ใช้หุงต้ม ฯลฯ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายภายในฟาร์มปีละหลายล้านบาท ลดกลิ่นเหม็นในชุมชน หลายฟาร์มได้ปริมาณก๊าซชีวภาพจำนวนมากจนเหลือใช้ทำการต่อท่อก๊าซให้แก่เพื่อนบ้านในชุมชน

สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นหน่วยงานแรกที่ริเริ่มศึกษาวิจัย เพื่อนำก๊าซชีวภาพมาใช้เป็นพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือกสำหรับคนไทยได้ในอนาคต ความเป็นมาเมื่อปี2552-2553 สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับการสนับสนุนจากสำนักนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน สนับสนุนการวิจัยการผลิตไบโอมีเทนด้วยวิธีการดูดซึมด้วยน้ำจนประสพผลสำเร็จ มีกำลังการผลิต 20 ลูกบาศก์เมตรก๊าซชีวภาพต่อชั่วโมง เทียบเท่ากับการผลิตก๊าซ NGV/CNG จำนวน 16 ถังต่อวัน ต่อมาในปี 2554-2556 สถาบันวิจัยฯ จึงได้ริเริ่มการต่อยอดการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยที่ประสพผลสำเร็จนั้น โดยร่วมกับบริษัท เชียงใหม่เฟรชมิลค์ฟาร์ม จำกัด ร่วมลงนามเพื่อการจัดสร้างศูนย์สาธิตต้นแบบผลิตก๊าซไบโอมีเทนอัดสำหรับรถยนต์ เพื่อที่จะเป็นศูนย์ต้นแบบให้ฟาร์มโคนมในภาคเหนือได้เป็นศูนย์เรียนรู้และนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในฟาร์มของตนเอง

จุดเริ่มต้นในอดีต นายบัลพ์กุล ทิพย์เนตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เชียงใหม่เฟรชมิล์คฟาร์ม จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ เป็นโรงงานอุตสาหกรรมผลิตนมพร้อมดื่มพาสเจอไรซ์มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า20 ปี มุ่งหวังที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชากรไทยผ่านผลิตภัณฑ์นมตลอดจนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในภาคเหนือทั้งทางตรงและทางอ้อม อีกทั้งได้ตระหนักในเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อมการอยู่ร่วมกับชุมชนและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพจึงได้เข้าร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ระยะที่ 4 มาตั้งแต่ปี 2551 ก่อสร้างและติดตั้งระบบก๊าซชีวภาพขนาด 4,000 ลูกบาศก์เมตร สามารถผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลวัวนมที่มีอยู่จำนวน 3,000 ตัว ได้ก๊าซชีวภาพ 2,550 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน นำไปใช้ทดแทนกระแสไฟฟ้าภายในฟาร์มคิดเป็นเงินประมาณ 315,000 บาทต่อเดือน รู้สึกดีใจมากที่ได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยฯ ที่จะพัฒนาก๊าซชีวภาพให้เป็นก๊าซไบโอมีเทนอัดเพื่อเป็นพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือกอีกชนิดหนึ่งของประเทศไทย การวิจัยก๊าซชีวภาพสู่ไบโอมีเทน ก๊าซไบโอมีเทนอัด มีชื่อเรียกย่อว่าCBG มาจากภาษาอังกฤษว่า Compressed Biomethane Gas คือเป็นก๊าซที่ได้จากการนำก๊าซชีวภาพมาปรับปรุงคุณภาพโดยการลดก๊าซคาร์บอน ลดก๊าซไข่เน่าและลดความชื้นออกจนทำให้เหลือก๊าซมีเทน โดยมีคุณสมบัติเทียบเท่าก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ทั่วไปที่เรียกว่า NGV หรือ CNG ที่นิยมใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ นำก๊าซมีเทนที่ได้นำมาอัดลงถังบรรจุที่แรงดัน 200 บาร์เพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงของยานยนต์ต่อไป

รศ.ประเสริฐ ฤกษ์เกรียงไกร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ ให้รายละเอียดว่าหลังจากการวิจัยเริ่มต้นจนประสพผลสำเร็จในระดับหนึ่งมีความจำเป็นต้องวิจัยและพัฒนาต่อไปในเรื่องการออกแบบระบบต้นแบบเพื่อผลิตก๊าซการติดตั้งระบบการผลิต การเดินระบบ การติดตามผล การตรวจวัดคุณภาพของก๊าซเพื่อการเผยแพร่และใช้ประโยชน์ในโอกาสต่อไป ในปี 2554 สถาบันวิจัยฯ ได้ร่วมกับบริษัทเชียงใหม่เฟรชมิลค์ สร้างศูนย์สาธิตต้นแบบก๊าซไบโอมีเทนอัดสำหรับยานยนต์ภายในฟาร์มที่อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน เงินลงทุน 2.7 ล้านบาท ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 8 กิโลกรัมต่อชั่วโมง การทดสอบ ระหว่างเดือนธันวาคม 2554-มกราคม 2555 สถาบันวิจัยฯ ทำการทดสอบระบบการผลิตจากก๊าซชีวภาพที่ได้จากมูลวัวนม ได้ก๊าซไบโอมีเทน 85% จากนั้นทำการเพิ่มแรงดันโดยใช้คอมเพรสเซอร์เติมเข้าในถังบรรจุก๊าซกับรถยนต์กระบะที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2,400 ซีซี. 4 สูบ 16 วาล์ว 128 แรงม้า และใช้ NGV เป็นเชื้อเพลิง พบว่าในการขับขี่เมื่อเปลี่ยนระบบจากการใช้น้ำมันเบนซินเป็นก๊าซไบโอมีเทนระบบการทำงานได้ดี ไม่มีการสะดุด ขณะเร่งความเร็วเครื่องยนต์เดินเรียบ

ศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีพันธกิจที่มุ่งเน้นผลงานวิจัยทุกสาขาวิชาเพื่อผลิตงานวิจัยให้มีคุณภาพในระดับสากลมุ่งเน้นงานวิจัยนำไปพัฒนาการเรียนการสอนให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นภาคเหนือ ระดับประเทศ กลุ่มภูมิภาคลุ่มน้ำโขง การวิจัยและพัฒนาพลังงานทดแทนเป็นนโยบายในระดับประเทศ เพื่อนำไปสู่การพึ่งพาตนเองด้านพลังงานโดยเฉพาะพลังงานก๊าซชีวภาพ ที่ได้ร่วมกับภาคเอกชนทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาจนประสพผลสำเร็จ ได้สร้างศูนย์สาธิตต้นแบบผลิตก๊าซไบโอมีเทนอัดสำหรับยานยนต์ เป็นการลดค่าใช้จ่ายและลดปัญหามลพิษให้กับสิ่งแวดล้อม เป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีพลังงานต้นแบบที่มีประสิทธิภาพสู่ชุมชนและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม

ที่สำคัญคือ ช่วยลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศได้อย่างมหาศาล นับเป็นการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนภายในประเทศได้อย่างยั่งยืน สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ โทรศัพท์ 0-5394-2007, 08-3152-4928 หรือ www.erdi.or.th

แถลงการณ์โลกร้อนต้านสร้างเขื่อนแม่วงก์

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันที่ 14 เมษายน 2555

สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนออกแถลงการณ์เรื่องคัดค้านเขื่อนแม่วงก์ในกรณีที่มุ่งผลาญงบประมาณทำลายแหล่งดูดซับโลกร้อน โดยระบุว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่10 เม.ย.ที่ผ่านมา เห็นชอบข้อเสนอของกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ ที่ จ.นครสวรรค์ และ จ.กำแพงเพชร ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ซึ่งติดต่อกับผืนป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวรโดย พื้นที่ป่าดังกล่าวเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ โดยมีข้ออ้างที่เป็นสูตรสำเร็จของรัฐบาลคือ การป้องกันน้ำท่วม และช่วยเหลือเกษตรกรให้มีน้ำใช้เพื่อการเกษตรทั้งๆ ที่ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคเหนือตอนล่าง มีเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางมากกว่า 10 เขื่อนแล้วแต่ก็มิสามารถป้องกันปัญหาน้ำท่วมที่เกิดเมื่อช่วงปลายปี 2554 ได้

แถลงการณ์โลกร้อนต้านสร้างเขื่อนแม่วงก์
ข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- เสาร์ที่ 14 เมษายน 2555 00:00:34 น.
สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนออกแถลงการณ์เรื่องคัดค้านเขื่อนแม่วงก์ในกรณีที่มุ่งผลาญงบประมาณทำลายแหล่งดูดซับโลกร้อน โดยระบุว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่10 เม.ย.ที่ผ่านมา เห็นชอบข้อเสนอของกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ ที่ จ.นครสวรรค์ และ จ.กำแพงเพชร ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ซึ่งติดต่อกับผืนป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวรโดย พื้นที่ป่าดังกล่าวเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ โดยมีข้ออ้างที่เป็นสูตรสำเร็จของรัฐบาลคือ การป้องกันน้ำท่วม และช่วยเหลือเกษตรกรให้มีน้ำใช้เพื่อการเกษตรทั้งๆ ที่ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคเหนือตอนล่าง มีเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางมากกว่า 10 เขื่อนแล้วแต่ก็มิสามารถป้องกันปัญหาน้ำท่วมที่เกิดเมื่อช่วงปลายปี 2554 ได้

อีกทั้งโครงการดังกล่าว ทางคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มีมติไม่เห็นชอบในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ไปแล้วตั้งแต่ปี 2545 และยังเสนอให้กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กลับไปศึกษาเพิ่มเติม ในเรื่องการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ ในลักษณะบูรณาการมากกว่า ที่จะเสนอให้มีการสร้างเขื่อนเป็นทางเลือกเดียวเท่านั้น

"แต่รัฐบาลยุคนี้กลับใช้ข้ออ้างปัญหาน้ำท่วมเมื่อปี2554 มาเป็นตัวประกัน เพื่อสร้างความชอบธรรมในการเร่งรีบการสร้างเขื่อนดังกล่าว โดยมิได้พิจารณาเลยว่า น้ำท่วมที่ผ่านมาเป็นความผิดพลาดล้มเหลวของรัฐบาลและหน่วยงานราชการทั้งระบบ มากกว่าการไม่มีเขื่อนต่างหาก"สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ระบุ

นอกจากนี้ แถลงการณ์ดังกล่าวยังระบุด้วยว่า การก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์นั้น จะทำให้ประเทศชาติต้องสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ไปมากกว่า 13,000 ไร่ ต้องสูญเสียผืนป่าแหล่งดูดซับก๊าซที่ก่อปัญหาโลกร้อน โดยมีไม้สักหนาแน่นเป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย รองจากอุทยานแห่งชาติแม่ยม จ.แพร่ ซึ่งจะถูกนำมาเป็นช่องทางหาผลประโยชน์ในการทำสัมปทานไม้ที่มีมูลค่านับหมื่นล้านบาทนอกจากนั้นลักษณะเด่นของผืนป่าแม่วงก์คือ มีสภาพเป็นป่าลุ่ม ซึ่งแตกต่างจากป่าในบริเวณที่สูงกว่า เพราะเป็นที่อยู่อาศัย แหล่งน้ำ และแหล่งหากินของสัตว์ป่า โดยเฉพาะในหน้าแล้ง สัตว์ป่าบางชนิดจะอาศัยอยู่เฉพาะที่ลุ่ม หรือใกล้แม่น้ำเท่านั้น ป่าที่ลุ่มในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ก็เหลืออยู่น้อยมาก หากถูกน้ำท่วมอ่างเก็บน้ำจะเป็นตัวกีดขวางทางเดินของสัตว์ป่าและแบ่งพื้นที่ป่าออกเป็น 2 ส่วน จึงนับว่าเป็นการสูญเสียในด้านระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพที่ประเมินค่าไม่ได้

นอกจากนั้น มีข้อที่น่าสังเกตคือ เมื่อมีการเสนอโครงการนี้ใหม่ๆ ในช่วงปี 2528 กรมชลประทานเสนอใช้งบประมาณในการก่อสร้างเพียง 3,187 ล้านบาท เท่านั้น โดยมีความจุของน้ำเหนือเขื่อน380 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่พอมาเดือน ส.ค.54 กรมชล ประทานเพิ่มงบประมาณเป็น 9,629 ล้านบาท โดยลดความจุของน้ำเหนือเขื่อนเหลือ258 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่เพียงชั่วระยะเวลาไม่ถึง 8 เดือน กลับมีการเพิ่มงบประมาณในการก่อสร้างไปถึง 13,000 ล้านบาท อันเป็นข้อน่าสงสัยว่า จะเป็นโครงการผลาญงบประมาณของชาติอีกโครงการหนึ่ง จากเงินกู้ 3.5 แสนล้านหรือไม่

สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนระบุเพิ่มเติมอีกว่า ที่สำคัญโครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 67 วรรค 2 ซึ่งรัฐบาลต้องดำเนินการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเสียก่อน โดยเฉพาะในมาตรา 57 มาตรา 58 มาตรา 66 มาตรา 85 และมาตรา 87 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง แต่หากรัฐบาลรวบรัดดำเนินการ และใช้เทคนิคเลี่ยงขั้นตอนตามกฎหมาย สมาคมฯ และชาวบ้านก็พร้อมจะใช้กระบวน การยุติธรรมตามมาตรา 60 และมาตรา 67 วรรค 3 เพื่อยับยั้งและเพิกถอนโครงการดังกล่าวแน่นอน

'กรมป่าไม้'...องค์กรที่รอวันแก้ไข?

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันที่ 14 มีนาคม 2555

โดยผีพุ่งไต้

จะเป็นเรื่องการปล่อยข่าวหรือโยนหินถามทางก็ตามทีว่าเมษาฯนี้จะมีการปรับย้ายข้าราชการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ครั้งใหญ่ โดยเฉพาะกรมป่าไม้ที่ คุณสุวิทย์ รัตนมณี เป็นอธิบดี!!! ผมเองนั้นเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งครับกับข่าวลือ? ทุกวันนี้ คุณสุวิทย์ รัตนมณี อธิบดีกรมป่าไม้ ก็ไม่ค่อยจะได้นั่งเก้าอี้อยู่ที่กรมป่าไม้มากนัก แต่ละวันจะต้องออกพื้นที่เพื่อร่วมแก้ไขการบุกรุกพื้นที่ป่า และปัญหาไฟป่าที่ภาครัฐหมดปัญญาไม่สามารถหยุดยั้งได้???

แต่ถึงแม้ว่ากระแสข่าวเด้ง คุณสุวิทย์ รัตนมณี ให้พ้นไปจากกรมป่าไม้จะหนาหูเพียงใด?

ข้าราชการอาชีพผู้นี้ก็ไม่ได้ท้อถอยหมดกำลังใจ แต่ได้เพิ่มความเข้มในการบริหารจัดการสนองคุณแผ่นดินให้ทุกคนที่เป็นคนไทยได้รู้จัก... "รักษ์ป่า-รักษ์ต้นไม้" ร่วมกันสร้างป่าเพื่อรักษาแผ่นดินความสุขอันยั่งยืนของผืนป่าไม้ไทย

กว่า 33 ปี ที่ทำงานกรมป่าไม้ ไต่เต้าจากข้าราชการตัวเล็กๆ และได้มีโอกาสทำงานกับโครงการดอยตุง ได้มีโอกาสทำงานถวายสมเด็จย่าฯ จนมาวันนี้ได้ก้าวขึ้นสู่เก้าอี้สูงสุดของกรมป่าไม้!

เก้าอี้ที่มากไปด้วยผลประโยชน์ที่ข้าราชการป่าไม้ทุกคนใฝ่ฝัน??? ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณสุวิทย์ รัตนมณี อธิบดีกรมป่าไม้ เมื่อวันก่อนถึงปัญหากรมป่าไม้ถูกจับตามองในเรื่องการทำงานและบริหารจัดการล้มเหลว?

ซึ่งทุกวันนี้ป่าไม้ถูกบุกรุกทำลายจากอดีตเมื่อปี2504 มีผืนที่ป่าไม้ 57/ของพื้นที่ป่าทั้งหมด 320 ล้านไร่

ปัจจุบันเหลือป่าไม้เพียง 30/จาก 320 ล้านไร่เท่านั้น? คุณสุวิทย์ รัตนมณี อธิบดีกรมป่าไม้ก็ยอมรับว่าตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 กรมป่าไม้ได้ถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 ระบบ

ตอนที่มีการแบ่งงานของกระทรวงฯ กรมต่างๆ อดีตเราเป็น กรมป่าไม้!! กรมป่าไม้!!

"พระพุทธเจ้าหลวง" ทรงสถาปนากรมป่าไม้ขึ้นมาเมื่อปีพ.ศ.2439 พอมาถึงปี พ.ศ.2545 ป่าไม้ถูกแยกเป็น 2 กลุ่ม คือ ป่าไม้เพื่อการอนุรักษ์และป่าไม้เพื่อเศรษฐกิจ

ป่าไม้เพื่อการอนุรักษ์จะอยู่ในอุทยานแห่งชาติฯและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และป่าไม้เศรษฐกิจอยู่ที่กรมป่าไม้ แต่ว่านโยบายเวลานั้นได้สร้างความเสียหายให้ป่าไม้เป็นอย่างมาก!!!

มีเจ้าหน้าที่ 2 ส่วนต่างมีหน้าที่ดูแล... "แต่เขตไม่ชัดเจน?" ว่า... ตรงไหนพื้นที่ของ กรมป่าไม้ ตรงไหนพื้นที่ของ กรมอุทยานฯ เจ้าหน้าที่จึงละเลยต่างคนต่างหนี จึงเป็นช่องว่างให้คนเข้ามาบุกรุกทำลายป่าได้โดยง่าย

คนกรมป่าไม้มีน้อย พื้นที่รับผิดชอบมาก อยู่กันกระจัดกระจายยากต่อการป้องกันปราบปราม

สำหรับกรมอุทยานแห่งชาติฯ มีคนมากแต่พื้นที่รับผิดชอบน้อย?
ก็คงจะถึงเวลาแล้วครับที่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม จะได้มีการทบทวนถึงเรื่อง2 กรม เป็น 1 เดียว? ข่าวว่าเวลานี้การรวมกรมได้ผ่านกระบวนการขั้นตอนจบสิ้นแล้ว รอเพียงแต่ว่าให้เรื่องผ่านสภาก่อนเท่านั้น?

เมื่อถึงวันนั้นหากป่าไม้ยังถูกบุกรุกทำลายกันอีกต่อไป? ผมว่ายุบทิ้งไปเสียเลยดีไหมทั้งกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติฯ

อิมแพ็ค รณรงค์ลดใช้พลังงานลดโลกร้อน โชว์ระบบจัดการ ISO 50001 รายแรกของไทย

โดยหนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันอังคารที่ 6 มีนาคม 2555

อิมแพ็ค ร่วมรณรงค์ลดใช้พลังงานอย่างต่อเนื่องภายหลังผ่านการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการพลังงาน ISO 50001 เป็นรายแรกของประเทศ ล่าสุดจัดกิจกรรม รวมพลัง 2 ล้อลดโลกร้อน สนับสนุนให้ผู้บริหารและพนักงานใช้จักรยานในการเดินทางปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานน้ำมันและปัญหามลภาวะ

น.ส.กุลวดี จินตวร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี เปิดเผยว่า อิมแพ็คยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานภายใต้นโยบายการประหยัดพลังงานอย่างต่อเนื่องภายหลังจากเมื่อวันที่9 ก.พ.54 อิมแพ็ค ได้รับการรับรองระบบการจัดการพลังงานตามมาตรฐานเลขที่ ISO 50001: 2011 สำหรับขอบข่ายการจัดประชุม สัมมนา นิทรรศการ และการจัดเลี้ยง จากสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ ซึ่งถือเป็นแห่งแรกของประเทศ และเป็นแห่งที่ 2 ในเอเชีย รองจากอินเดีย

ระบุฤดูแล้งตากประสบปัญหา ไฟป่าและหมอกควันทวีรุนแรง

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555

ตาก/ นายวิทยา ศรีสุวรรณ เจ้าพนักงานป่าไม้อาวุโสตาก สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดตาก กล่าวว่า ไฟป่าในพื้นที่จังหวัดตาก ว่า เป็นที่ทราบกันดีและประจักษ์ด้วยสายตาว่าในช่วงฤดูแล้ง จังหวัดตาก ซึ่งมีพื้นที่ป่าไม้อยู่ประมาณ 77 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่จังหวัด จะประสบกับไฟป่าและหมอกควันเป็นประจำทุกปี ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น โดยที่ผ่านมาในช่วงวันที่ 1 ตุลาคม 2553-3 เมษายน 2554 จากการตรวจข้อมูลการตรวจพบไฟป่า Hotspots ด้วยดาวเทียมเทอร์ร่า พบมีการเกิดไฟป่าในพื้นที่ป่า จำนวน 809 จุด ซึ่งอยู่ในขั้นรุนแรง ดังนั้นเพื่อเป็นการควบคุมการเกิดไฟป่าในพื้นที่ได้มีการจัดชุดออกประชาสัมพันธ์ให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องไฟป่าเนื่องจากพบว่าสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากฝีมือมนุษย์ ในความต้องการขยายพื้นที่และจัดเตรียมพื้นที่เพาะปลูกพืช ทั้งนี้จะมีการจัดเจ้าหน้าที่เตรียมความพร้อมเข้าควบคุมพื้นที่เพื่อป้องกันการเกิดไฟป่าที่สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศ

นายวิทยา กล่าวอีกว่า จากปัญหาการเกิดไฟป่าในปัจจุบัน ส่งผลทำให้เกิดปัญหาหมอกควันปกคลุมไปทั่วบริเวณชั้นบรรยากาศของอำเภอแม่สอดและใกล้เคียง จนทำให้ทัศนวิสัยทางอากาศได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ยังพบว่าสายการบินที่เปิดคมนาคมในพื้นที่ในช่วงที่ผ่านมาต้องหยุดลงจอดเป็นการชั่วคราว แต่ขณะนี้สามารถให้บริการได้ตามปกติ

ยื่นร่างพ.ร.บ.องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมสุขภาพ

โดยหนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ 2555

นางสุนทรี เซ่งกิ่ง เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนนำรายชื่อยื่นต่อนายเจริญจรรย์โกมล รองประธานสภาคนที่ 1 เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมสุขภาพ เพื่อเป็นกลไกคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

ประชุมใหญ่อารักขาพืชไทย-รับมือผลกระทบจากโลกร้อน

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ 2555

6 สมาคมอารักขาพืช จัดประชุมใหญ่วิชาการ "การอารักขาพืชไทยในสภาวะโลกร้อน" 22-24 ก.พ.นี้ ที่ จ.เชียงใหม่ ระดมเสนอผลงานวิจัย และบรรยายพิเศษ เตรียมรับมือผลกระทบจากโลกร้อน

ดร.วีรวุฒิ กตัญญูกุล นายกสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร เปิดเผยว่า สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร ร่วมกับ สมาคมอารักขาพืชไทย สมาคมกีฏและสัตววิทยาแห่งประเทศไทย สมาคมนักโรคพืชและจุลชีววิทยาแห่งประเทศไทย สมาคมวิทยบริการวัชพืชแห่งประเทศไทย และสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย จัดงานประชุมวิชาการอารักขาพืชแห่งชาติ ครั้งที่ 10 "การอารักขาพืชไทยในสภาวะโลกร้อน" (Thai Plant Protection in a Global Warming World) ระหว่างวันที่ 22-24 กุมภาพันธ์ 2555 ณ โรงแรมคุ้มภูคำ เรสซิเดนซ์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยมีนายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี เป็นประธานเปิดงาน

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเผยแพร่และแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ความเห็น ในกลุ่มนักวิชาการด้านอารักขาพืช และผู้เกี่ยวข้อง เนื่องจากการเกษตรปัจจุบันได้รับความเสียหายจากศัตรูพืช ปัจจัยแวดล้อม อากาศที่เปลี่ยนแปลงไปจากสภาพปกติอย่างรุนแรงและรวดเร็ว หากไม่มีการบริหารจัดการที่ถูกต้องเหมาะสม จะทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนอาหาร และพลังงานในที่สุด

ทั้งนี้ มีการนำเสนอผลงานวิจัยในการอารักขาพืช 4 ด้านหลัก ได้แก่ โรคพืช และจุลชีววิทยา กีฏะ และสัตววิทยา วิทยาการวัชพืช และเกษตรวิศวกรรม พร้อมทั้งการบรรยายพิเศษ หัวข้อ "ผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนต่อพืชอาหารและเศรษฐกิจไทย" โดยนายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร "การอารักขาพืชในโครงการหลวง" โดย ศ.เกียรติคุณ ดร.สุธรรม อารีกุล "วิศวกรรมเกษตรกับการอารักขาพืช" โดยนางดาเรศร์ กิติโยภาส ผู้อำนวยการกองวิศวกรรมเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร

"มหันตภัยเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล" โดยนางวันทนา ศรีรัตนศักดิ์ นักกีฏวิทยา กรมการข้าว "สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม" โดย ศ.ดร.ประสาทพร สมิตะมาน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวภาพด้านพืช มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ "ปัญหาวัชพืชในสภาวะโลกร้อน" โดย ดร.จรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยบริการวัชพืชแห่งประเทศไทย และ "กรีนนิ่ง หายนะของสวนส้ม" โดยนายไมตรี พรหมินทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคส้ม

พพ.ดันให้ไทยไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

โดยหนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อังคารที่ 19 กรกฎาคม 2554

นายทวารัฐ สูตะบุตร รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า กองทุนสิ่งแวดล้อมโลกจากสหประชาชาติ ซึ่งถือเป็นกลไกทางการเงินระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนด้านการเงินให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยจากกรอบความร่วมมือที่มีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นแกนกลางนั้น เบื้องต้น พพ.ได้เข้าร่วมบูรณาการจัดทำแผนที่จะเสนอโครงการเพื่อรับทุนสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลกดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดทำแผนในระยะที่ 5 (ปี 2554-2557) โดยขณะนี้ พพ.อยู่ระหว่างการจัดทำแผนที่ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้จะมีโครงการหลักที่จะขอรับทุนสนับสนุน ได้แก่ โครงการงานวิจัยและสาธิตรถสามล้อหรือรถตุ๊กตุ๊กให้มาใช้เชื้อเพลิงจากไฮโดรเจน ซึ่งถือเป็นโครงการต่อเนื่องที่กองทุนสิ่งแวดล้อมได้ประสพผลสำเร็จจากการดำเนินโครงการนี้มาแล้วก่อนหน้านี้ที่เมืองนิวเดลี ประเทศอินเดีย (ตามกรอบการจัดแผนระยะที่ 4 ที่ผ่านมา) และกองทุนสิ่งแวดล้อมโลกพร้อมจะมาขยายผลให้กับประเทศไทย โดยองค์กรสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรม (UNIDO) เป็นเจ้าของโครงการ ซึ่งโครงการนี้ถ้าหากสามารถดำเนินการได้คาดว่าอาจจะมีงบประมาณสนับสนุนประมาณ 3.6 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 10 ล้านบาท ภายในกรอบการทำงานระยะเวลา 4 ปี

นายทวารัฐ กล่าวว่า ส่วนอีกโครงการหนึ่งคือโครงการที่จะเร่งผลักดันและสนับสนุนให้ตามหัวเมืองสำคัญในประเทศไทยไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ หรือ Low Carbon Society ซึ่งเบื้องต้นโครงการนี้จะได้ผลักดันร่วมกันกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และธนาคารโลก (World Bank) ที่จะทำให้ประเทศไทยเกิดการใช้พลังงานทดแทน และมีการอนุรักษ์พลังงานในระดับเมืองอย่างจริงจัง

"การนำเสนอโครงการเพื่อขอรับทุนสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลกทั้ง 2 โครงการดังกล่าว ปัจจุบัน พพ.ได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามกรอบของโครงการแล้ว โดยพร้อมจะนำเสนอเข้าไปสู่แผนงานที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนที่จะผลักดันไปสู่การขอทุนสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลกต่อไป ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ภายในปีนี้" นายทวารัฐ กล่าว

ถึงคิวรีดภาษีทำลายมลพิษสรรพสามิตเตรียมชง2แผนรอรัฐบาลใหม่ไฟเขียว

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันที่ 23 มิถุนายน 2554

สรรพสามิตเดินหน้ารีดภาษีเต็มสูบ ถึงคิวภาษีสิ่งแวดล้อม จ่อเรียกเก็บจากสารพัดสินค้าทำลายมลพิษ หวังโกยรายได้สนับสนุนนโยบายพรรคการเมือง-กระตุ้น ศก. ระบุเตรียม 2 แผนรอชงรัฐบาลใหม่ไฟเขียว

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ทางกรมสรรพสามิตได้มีการทบทวนแนวนโยบายภาษีสรรพสามิตเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต โดยภาษีสรรพสามิตเพื่อสิ่งแวดล้อมนั้น เป็นการจัดเก็บภาษีตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย ซึ่งจัดเก็บสินค้าที่ก่อมลพิษในอัตราที่สูงกว่าสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

แนวนโยบายภาษีดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้ทางสรรพสามิตได้มีการจัดเก็บภาษีจากน้ำมันที่มีสารตะกั่ว สูงกว่าน้ำมันที่ไม่มีสารตะกั่ว ก็ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง ซึ่งปัจจุบันได้มีสินค้าต่างๆ ออกมามากมายทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม โดยผู้บริโภคสามารถเลือกใช้สินค้าบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ ดังนั้น ทางสรรพสามิตจึงคิดที่จะเก็บภาษีเพิ่มในกลุ่มสินค้าที่เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม และสรรพสามิตก็เตรียมที่จะเสนอรัฐบาลชุดใหม่ในการเก็บภาษีดังกล่าว" นายพงษ์ภาณุ กล่าว

สำหรับแผนการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมที่จะเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่พิจารณา มี 2 แผน ประกอบด้วย แผนที่สามารถดำเนินการได้ทันที คือการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจากสินค้ารถยนต์ น้ำมัน แบตเตอรี่ เครื่องปรับอากาศ ยาฆ่าแมลง ยางรถยนต์ และบรรจุภัณฑ์ ส่วนแผนที่สองคือ แผนระยะกลาง ด้วยการแก้กฎหมายสรรพสามิตให้เก็บภาษีสิ่งแวดล้อมตามปริมาณการปล่อยของเสีย และการคืนภาษีให้กับผู้ที่ผลิตสินค้ารักษาสิ่งแวดล้อม โดยตั้งกองทุนและจัดเงินให้กองทุนสิ่งแวดล้อม และจะมีการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจากผู้ปล่อยมลพิษโดยตรงทั้งทางอากาศ น้ำ และขยะ

ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตเห็นว่าการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจะทำให้รัฐบาลมีรายได้มากขึ้น สามารถนำไปใช้ในนโยบายต่างๆ ของพรรคการเมืองที่มีจำนวนมาก รวมไปถึงยังสามารถนำเงินมาสนับสนุนทางเศรษฐกิจและกิจกรรมสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

"กรมมีแผนการจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม เพื่อเตรียมไว้เสนอให้รัฐบาลใหม่ โดยมีทั้งแผนที่ทำได้ทันที เช่น การเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจากสินค้า นอกจากนี้ยังมีแผนระยะกลาง แก้กฎหมายสรรพสามิตให้เก็บภาษีสิ่งแวดล้อมตามปริมาณการปล่อยของเสีย การคืนภาษีให้กับผู้ที่ผลิตสินค้ารักษาสิ่งแวดล้อม และการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจากผู้ปล่อยมลพิษโดยตรงทั้งทางอากาศ น้ำ หรือทิ้งขยะ" นายพงษ์ภาณุ กล่าว

นายพงษ์ภาณุ กล่าวด้วยว่า จากการที่มีมติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ปรับลดอัตราภาษีน้ำมันดีเซลลงจากลิตรละ 5.310 บาท เหลือลิตรละ 0.005 บาท ซึ่งมีผลตั้งแต่ 21 เม.ย.-30 ก.ย.54 ทำให้ภาษีหายไปเดือนละ 9,000 ล้านบาท หรือ 5 เดือนจะอยู่ที่ประมาณ 45,500 ล้านบาท ซึ่งหากมีการขยายเวลาการยกเว้นภาษีออกไปอีก ทางสรรพสามิตก็คงต้องขอคัดค้าน เนื่องจากการจัดเก็บเฉพาะภาษีน้ำมันดีเซลอย่างเดียว จากภาษีน้ำมันทั้งหมด จะอยู่ที่ 100,000 ล้านบาทต่อปี หรือ 7-8% ของรายได้ภาษีน้ำมันทั้งหมด ฉะนั้นสรรพสามิตจึงไม่เห็นด้วยถ้ามีการขยายเวลาออกไปอีก

นอกจากนั้น ผลกระทบอีกอย่างที่มาจากการปรับลดอัตราภาษีน้ำมันดีเซลลง คือ ทำให้ประชาชนหันมาใช้น้ำมันดีเซลมากขึ้น โดยแต่ก่อนมีประชาชนใช้น้ำมันดีเซลประมาณ 1,500 ล้านลิตร หรือ 10% แต่ผลจากการลดอัตราภาษีลง ส่งผลให้ประชาชนหันมาใช้มากขึ้น ทำให้เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาการใช้น้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นกว่า 1,750 ล้านลิตร หรือ 20% อย่างไรก็ตาม สรรพสามิตมองว่าน้ำมันดีเซลเป็นสินค้าที่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมจึงไม่ควรปล่อยให้ประชาชนใช้มากนัก

นายพงษ์ภาณุ กล่าวอีกว่า กรมสรรพสามิตได้ร่วมกับคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบริษัท HR Expertise จัดโครงการสัมมนาวิชาการ เรื่อง "วิธีประมาณการรายได้ภาษีสรรพสามิตรายภาคและรายพื้นที่ สำหรับ ผู้บริหาร ครั้งที่ 1" เพื่อให้การคาดการณ์รายได้ภาษีสรรพสามิตรายภาคและรายพื้นที่ มีความน่าเชื่อถือตามหลักสถิติ และใกล้เคียงกับรายได้ภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บได้จริงมากยิ่งขึ้น เพราะที่ผ่านมาประมาณการรายได้ภาษีสรรพสามิต มีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ด้วยสาเหตุต่างๆ เช่น ข่าวลือการขึ้นภาษีสรรพสามิต ภาวะเศรษฐกิจ และการลักลอบนำเข้าสินค้า เป็นต้น

by ThaiWebExpert