หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

สศก. แถลงปิดโครงการร่วมมือGIZ ผลักดันผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มเพื่อพลังงานชีวภาพอย่างยั่งยืน

โดยแนวหน้าออนไลน์ วันอังคาร ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) แถลงปิดโครงการความร่วมมือระหว่าง สศก. และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี หรือ GIZ ในการดำเนินโครงการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มเพื่อพลังงานชีวภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปีระหว่างเดือนธันวาคม 2551 ถึง มิถุนายน 2555ว่า การดำเนินงานที่ผ่านมา มี 2 องค์ประกอบหลัก คือ 1.การขับเคลื่อนนโยบายการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนในประเทศไทยตามมาตรฐาน RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) อันเป็นมาตรฐานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักเกณฑ์ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และ 2.การสนับสนุนโรงงานและกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่เพื่อให้ดำเนินการได้สอดคล้องกับมาตรฐาน RSPO ซึ่งทางโครงการได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านปาล์มน้ำมัน หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งองค์กรภาคเอกชน พัฒนาและจัดทำคู่มือด้านการผลิตปาล์มน้ำมันเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐาน ซึ่งหลักการทำงานในพื้นที่ของโครงการ จะเน้นถึงความสามารถในการเพิ่มผลผลิต การพัฒนาคุณภาพ ตลอดไปจนถึงการพัฒนาระบบความยั่งยืน โดยทางโครงการได้ผลิตคู่มือเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติด้านพื้นที่ ประกอบด้วย คู่มือด้านการใช้ปุ๋ย คู่มือด้านการจัดสวน สมุดบันทึกสวนปาล์ม คู่มือด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คู่มือระบบควบคุมภายใน (ICS) และคู่มือแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐาน RSPO สำหรับเกษตรกรรายย่อย รวมทั้งแผ่นความรู้ด้านการใช้ศัตรูพืชแบบผสมผสาน การอนุรักษ์ดิน น้ำ และทรัพยากร ตลอดจนสิ่งที่มีคุณค่าต่อการอนุรักษ์ให้แก่เกษตรกร

สำหรับการส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรเพื่อเข้าสู่มาตรฐาน ได้ดำเนินการโดยสนับสนุนช่วยเหลือให้เกษตรกรสมัครเป็นสมาชิก RSPO และรับการตรวจรับรอง (Audit Assessment) ซึ่งขณะนี้มีกลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการ ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของ RSPO แล้วทั้งสิ้น จำนวน 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (ยูนิวานิช-ปลายพระยา), กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (เหนือคลอง-เขาพนม) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (สุขสมบูรณ์) และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (สุราษฎร์ธานี) โดยทั้ง 4 กลุ่มนี้
มีการดำเนินการตามข้อกำหนดและตัวชี้วัดตามมาตรฐานของ RSPO และได้รับการตรวจรับรอง(Audit) จากองค์กรรับรองภายนอก (Certify Body : CB) ในเดือนเมษายนและ RSPO ให้การรับรองเมื่อเดือนกรกฎาคม 2555โดยกลุ่มเกษตรกรทั้ง 4 กลุ่มของไทย เป็นกลุ่มเกษตรกรอิสระผู้ปลูกปาล์มน้ำมันรายแรกของโลกที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน RSPO

ปูนอินทรี ผุดไอเดียสร้างหมู่บ้านต้นแบบสีเขียว ชุมชนอยู่ร่วมกับนํ้และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อังคารที่ 31 กรกฎาคม 2555

ปูนอินทรี ผุดไอเดียสร้างสรรค์ สร้างหมู่บ้านต้นแบบสีเขียว โครงการอินทรี กรีน วิลเลจ (INSEE Green Village) ชุมชนที่อยู่ร่วมกับน้ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คัดเลือกชุมชนบ้านคลองทราย อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา 20 หลัง คาเรือน เป็นชุมชนแรกของประเทศไทย ที่พึ่งพาตนเองอยู่ร่วมกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปรับตัวได้ในทุกสภาวะ ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีวิถีชีวิต "รักษ์โลก" เพื่อความสุขอย่าง พอเพียงและยั่งยืน

คุณจันทนา สุขุมานนท์ รองประธานบริหาร (การตลาดและงานขาย) บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยที่มาของโครงการอินทรี กรีน วิลเลจ (INSEE Green Village) ว่าหลัง "มหาอุทกภัย" ปี 2554 ที่ผ่านมาทีมอินทรีอาสาได้มีโอกาสเข้าช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่ อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำในทุกๆ ปี แต่ในปีที่ผ่านมาชาวบ้านต้องเจอกับสภาวะน้ำท่วมอย่างรวดเร็วและรุนแรง ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทำให้การใช้ชีวิตของชาวบ้านมีความยากลำบากมาก และไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จึงทำให้เริ่มคิดว่าที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป อาจเป็นผลมาจากน้ำมือของมนุษย์ที่ทำให้โลกกำลังเดือดร้อนอย่างหนัก และถึงเวลาแล้วที่มนุษย์ต้องหันมาดูแลธรรมชาติ ซึ่งทางปูนอินทรีเองมีศักยภาพที่จะช่วยเหลือได้ จึงได้คิดริเริ่มเป็นโครงการอินทรี กรีน วิลเลจ (INSEE Green Village) และได้เลือกที่จะสร้างสรรค์หมู่บ้านต้นแบบสีเขียว โดยถือเอาชุมชนบ้านคลองทราย ต.บ้านนา อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา จำนวน 20 หลังคาเรือน ให้เป็นชุมชนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมชุมชนแรกของประเทศไทย พึ่งพาตนเองอยู่ร่วมกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปรับตัวได้ในทุกสภาวะ ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีวิถีชีวิต "รักษ์โลก" เพื่อความสุขอย่างพอเพียงและยั่งยืน"

สำหรับแนวทางการออกแบบ "บ้านอยู่กับน้ำ" ของโครงการ อินทรี กรีน วิลเลจ โดย ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต จุลาสัย อดีตคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ออกแบบ กล่าวว่า "กระบวนการทำงานเริ่มตั้งแต่การให้นิสิตเข้าไปลงพื้นที่ กินอยู่กับชาวบ้าน เพื่อศึกษาถึงวิถีชีวิตและสภาพแวดล้อมของชุมชนบ้านคลองทราย เพื่อนำมาประยุกต์ในการออกแบบบ้าน โดยเน้นการเป็นบ้านที่ทนทานต่ออุทกภัย จึงออกแบบให้มีใต้ถุนยกสูงถึง 3 เมตร มีทางเดินบอร์ดวอร์ค เชื่อมชั้น 2 ของบ้านทุกหลังให้สามารถเดินไปมาหาสู่กันได้ในยามประสบอุทกภัย และทำหน้าที่เป็นหลังคาทางเดินในช่วงหน้าร้อน รวมทั้งคำนึงถึงการประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่วัสดุก่อสร้างซึ่งเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับฉลาก Green Heart Label ฉลากรับรองสินค้าและบริการ ตามระบบมาตรฐาน สิ่งแวดล้อม ISO14021 : Environmental Labels and Declarations นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 5 ต้น สำหรับพื้นที่ชุมชน และหลอดตะเกียบประหยัดไฟในบ้านทุกหลัง

นอกจากนี้ยังมีการวางระบบการอยู่อาศัย ภายใต้แนวคิด Eco Living โดย รองศาสตราจารย์ ดร.จินต์ อโณทัย จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นผู้ออกแบบระบบการบริหารและจัดการของเสีย หรือ Waste Management ของโครงการอินทรี กรีน วิลเลจ ชุมชนคลองทราย กล่าวว่าการสร้างหมู่บ้านต้นแบบสีเขียวภายใต้แนวคิด Eco Living สิ่งสำคัญที่สุดเริ่มจากการสร้างจิตสำนึกและประสบการณ์ ช่วยปลูกฝังจิตสำนึกให้แก่ชาวชุมชนในการใช้ชีวิตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเขาสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในการร่วมกันบริหารจัดการระบบบำบัดน้ำเสีย การแยกขยะซึ่งสามารถแปรเปลี่ยนเป็นปุ๋ยหมักและก๊าชชีวภาพ (Biogas) ผ่านเครื่องผลิตปุ๋ยหมักและก๊าซชีวภาพ (Biogas) ที่ทางปูนอินทรีมอบให้ ซึ่งชาวบ้านสามารถใช้ประกอบอาหารในชีวิตประจำวันได้ หรือแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อใช้ในหมู่บ้าน นอกจากนี้ยังสามารถสร้างรายได้จาก การคัดแยกขยะได้อีกด้วย กลายเป็นรูปธรรมที่ชาวบ้านจะได้รับประโยชน์ จากการช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการใช้พลังงานทดแทนจากแสงอาทิตย์ โดยติดตั้งเสาไฟฟ้าโซล่าเซลล์เพื่อให้แสงสว่างในชุมชนช่วงเวลากลางคืน ซึ่งเป็นส่วนที่สามารถทำให้ชาวบ้านอยู่ร่วมกัน

คุณจันทนา กล่าวปิดท้ายว่า "การทำงานครั้งนี้ยังเป็นการประสาน การทำงานของทั้ง 3 ฝ่าย ประกอบด้วย 1.ชุมชน 2.สถาบันการศึกษา และหน่วยราชการ 3.บริษัท ในฐานะแกนกลางในการประสานงาน การสนับสนุนทรัพยากร และบุคลากรผู้มีจิตอาสา องค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการสมัยใหม่ เครือข่ายพันธมิตรด้านธุรกิจ ซึ่งหากจุดประสงค์ของโครงการนี้ก่อตัวเป็นรูปธรรม 3 ได้ก็จะตามมา คือ ชาวบ้านได้หลักประกันสำคัญของครอบครัว นั่นคือบ้านหลังใหม่ที่มีความมั่นคง อยู่สบายในยามปกติและยามที่เกิดอุทกภัย เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิต ต่อมาคือ พัฒนาการสร้างจิตสำนึกของชุมชน สร้างชุมชนที่เข้มแข็ง เน้นความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โดยทุกชุมชน ทุกครอบครัวต้องพึ่งตนเองให้ได้มากที่สุด และสุดท้ายสังคมไทยได้รูปแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เป็นรูปธรรม ซึ่งสิ่งที่ปูนอินทรีได้ลงมือทำเป็นสิ่งที่หาใช่ความฝัน หรือแนวคิดที่ฟังดูดี แต่ได้มีการลงมือทำให้ปรากฏเห็นเป็นจริง นับเป็นโครงการที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน และยกระดับคุณค่ากิจกรรมเพื่อสังคมของภาคเอกชน เพื่อบรรลุเป้าหมายความสุข อย่างพอเพียงและยั่งยืนในที่สุด

เดินหน้ารวม'กรมป่าไม้-กรมอุทยานฯ'

ผู้เขียน: 
ผีพุ่งไต้

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- พฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม 2555

วันก่อน ครม. มีมติให้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชกลับมารวมกับ กรมป่าไม้ เหมือนเดิมหลังจากเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง-ทบวงกรม ได้แยกทั้ง 2 กรมออกจากกันภายใต้กระทรวงเกิดใหม่ "ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม" แต่เดิม กรมป่าไม้ อยู่ภายใต้สังกัด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กรมอุทยานแห่งชาติฯ เป็นเพียงสำนักฯ อยู่ในการกำกับดูแลของกรมป่าไม้

และเมื่อได้มีการปรับปรุงทบวง กรม ขึ้นมาใหม่ทำให้ กรมป่าไม้ ถูกแบ่งแยกออกไปถึง 4 กรมด้วยกัน คือ 1.กรมป่าไม้ 2.กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช 3.กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และ 4.สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

จากการที่ กรมป่าไม้ ถูกแบ่งแยกออกไปเป็น 4 กรมฯ ทรัพยากรป่าไม้เสียหายเป็นอันมากนอกจากประชาชนจะสับสนในหน่วยงานแล้วในองค์กรเองก็มีความแตกแยกแบ่งพรรคแบ่งพวก?

เกิดปัญหามากมายทางการบริหารงานหลังแยกกรมฯ ออกจากกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งมาในยุคหลังๆ ผู้บริหารบ้าอำนาจคลั่งสถาบันฯ! ได้มีการแก้แค้นไม่แก้ไขสร้างความแตกแยก?

ใครจบจากมหาวิทยาลัยฯ จะได้รับการยกย่องเชิดชูและหากว่าใครจบมาจาก สถาบันโรงเรียนป่าไม้แพร่ จะถูกลดชั้นไม่ยอมให้มีหน้าที่บริหารทั้งๆ ที่บางคนหลังจากจบมาจาก สถาบันป่าไม้แพร่ ก็มาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยฯ ได้ปริญญาตรี-ปริญญาโทก็มีให้เห็นเป็นจำนวนมาก

ด้วยผู้บริหารระดับสูงตั้งข้อรังเกียจหมิ่นสถาบันป่าไม้แพร่คิดเอาเองว่าผู้ที่จบมาจากสถาบันแห่งนี้คือผู้ที่มีส่วนสำคัญในการบุกรุกทำลายป่าไม้!!!

ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีครับที่ "รัฐบาลนายกฯ ปู" ได้มีการหยิบยกการรวม กรมอุทยานแห่งชาติฯ และ กรมป่าไม้ กลับมาเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้งหลังจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมาก็ได้เคยนำเรื่องเสนอสู่สภามาแล้ว

สำหรับขั้นตอนต่อไปหลังจาก ครม.มีมติให้ยุบ กรมอุทยานแห่งชาติฯ กลับมาอยู่ กรมป่าไม้ เหมือนเดิมแล้วนั้น จะต้องนำเข้าสู่สภาทั้งสภาผู้แทนและวุฒิสภาและเมื่อผ่านการพิจารณาก็จะต้องนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ประกาศเป็นกฎหมายและออกมาเป็นพระราชบัญญัติ ฯลฯ

เมื่อนั้นข้าราชการทั้ง 2 กรมก็จะกลับมาทำงานภายใต้หน่วยงานเดียวกัน
ไม่ต้องมาแย่งหน้าที่ไม่มีการเกี่ยงพื้นที่ปฏิบัติงานเป็นการทำงานที่สะดวกภายใต้กรมเดียวกัน!!! ก็ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าหากมีการรวมกรมกันแล้วจะมีป่าไม้จังหวัด-ป่าไม้อำเภอ เหมือนเดิมหรือไม่?

เนื่องจากว่าเมื่อครั้งที่มีการผ่ากรมป่าไม้ออกไปนั้นก็ได้มีการยุบป่าเขตฯ-ป่าไม้จังหวัด-ป่าไม้อำเภอ และมีการตั้ง สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติฯ ขึ้นมาแทน แต่ด้วยที่ว่า สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานใหม่ประชาชนทั่วไปที่ต้องการติดต่อราชการก็สับสน แม้กระทั่งหน่วยงานราชการด้วยกันเองยังไม่รู้ไม่เข้าใจว่าจะต้องประสานกับกรม กองใด?

เนื่องจากว่า สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ ทสจ. นั้นไม่ได้มาดูแลงานป้องกันฯ หรือส่งเสริมการปลูกป่า?

ดังนั้นการแบ่งแยก กรมป่าไม้ ออกไปเป็น กรมอุทยานฯ นั้นได้พิสูจน์ออกมาแล้วว่า มีความเสียหายต่อทรัพยากรเป็นอันมาก เพราะที่ผ่านมานั้นได้เกิดปัญหาในเรื่องงานซ้ำซ้อน ต่างคนต่างถือกฎหมายคนละฉบับ ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่???

และยังมีผลวิจัยจากคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า งานด้านสิ่งแวดล้อมนั้นจะแยกการบริหารจัดการออกจากกันไม่ได้?

ครับการเดินหน้ารวม กรมป่าไม้-กรมอุทยานแห่งชาติฯ เป็นหนึ่งเดียวกันนั้นเป็นความหวังอย่างยิ่งของข้าราชการทั้ง 2 กรมฯ สำคัญว่าจะสำเร็จหรือไม่นั้นผมคนหนึ่งที่ขอเอาใจช่วย!!!

ความรู้ยิ้มได้จากงานสกุลช่าง งานมหกรรมวิชาการสกว.วิจัยตามรอยพระยุคลบาท

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันที่ 22 มิถุนายน 2555

21-24 มิถุนายนนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เตรียมจัดงานมหกรรมวิชาการ สกว.วิจัยตามรอยพระยุคลบาท: สร้างสรรค์ปัญญา เพื่อพัฒนาประเทศ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี หนึ่งในไฮไลท์ของงานคือ ความรู้ยิ้มได้จากงานสกุลช่าง

หากการเรียนการสอนในห้องเรียนสนุก มีรอยยิ้ม เด็กนักเรียนคงไม่ต้องขวนขวายไปเรียนพิเศษให้เคร่งเครียด แต่สำหรับเด็กๆ ในจังหวัดเพชรบุรี กลับโชคดีอย่างยิ่งที่เรียนไปยิ้มไปกับการเรียนรู้วิชาการต่างๆ ผ่านงานสกุลช่างเมืองเพชร ไม่ว่าจะเป็นงานปูนปั้น งานลายรดน้ำ งานตอกกระดาษ งานแทงหยวก งานแกะสลักไม้ งานปั้นหัวสัตว์ งานลงรักปิดทอง งานจำหลักหนังใหญ่ ทุกงานที่เป็นงานช่างฝีมือโบราณที่สืบสานมานานนั้น ได้ถูกแปลความรู้ให้เป็นหลักวิชาการด้านต่างๆ

ดร.สุมาลี พงศ์ติยะไพบูลย์ ผู้รับผิดชอบการจัดนิทรรศการ "การพัฒนาเครือข่ายท้องถิ่นโดยใช้ทุนในพื้นที่เพื่อหนุนเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก จังหวัดเพชรบุรี" โซนเด็ก เยาวชน และการศึกษา ในงานมหกรรมวิชาการครบรอบ 2 ทศวรรษ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ระหว่างวันที่ 21-24 มิถุนายน ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นิทรรศการนี้จะทำให้เด็กๆ ในเมืองกรุงอดอิจฉาเด็กๆ ที่จังหวัดเพชรบุรีไม่ได้ เพราะการแก้ปัญหาในการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนขนาดเล็ก ของคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ที่นำเครือข่ายท้องถิ่น ทั้งจากภาคการศึกษา ผู้นำทางศาสนา กลุ่มสกุลช่างเมืองเพชร ภาคประชาชน เครือข่ายผู้ปกครองนักเรียน อบต. ฯลฯ ที่หันมา ใช้อัตลักษณ์ความเป็น "สกุลช่างเมืองเพชร" มาเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก ในจังหวัดเพชรบุรี การนำหลักวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ เชื่อมโยงเข้ากับหลักวิชาในการประดิษฐ์งานสกุลช่างนั้น นอกจากจะทำให้นักเรียนสนุกสนานเพลิดเพลินกับการเรียนรู้วิชาการนอกตำราแล้ว ยังทำให้นักเรียนที่ได้เรียนตระหนักถึงคุณค่าของงานสกุลช่างเมืองเพชรอีกด้วย

ดร.สุมาลี กล่าวว่า ขอบเขตการวิจัยอยู่ในพื้นที่การศึกษาจังหวัดเพชรบุรี เขต 1 และเขต 2 มีโรงเรียนขนาดเล็กที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 24 โรงเรียน มีนักเรียนเข้าร่วมโครงการ 360 คน และครู 48 คน โครงสร้างของเครือข่ายทุนในพื้นที่ ประกอบด้วย ทุนในพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพของนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 6 ทุน ประกอบด้วย อาสาสมัครสาธารณสุข 29 คน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น 6 แห่ง ได้แก่ อ.บ.ต. (องค์การบริหารส่วนตำบล) โพไร่หวาน อ.บ.ต.บางจาก อ.บ.ต.สมอพลือ อ.บ.ต.นาวุ้ง อ.บ.ต.หนองขนาน และเทศบาลตำบลหัวสะพาน มีนายก อ.บ.ต. 3 คน และเจ้าหน้าที่ อ.บ.ต. อีก 10 คน

สถาบันการศึกษาในพื้นที่ ประกอบด้วย มหาวิทยาลัย 2 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี และมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดเพชรบุรี เขต 1 และ 2 และโรงเรียนมัธยมศึกษา 1 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนเบญจมเทพอุทิศจังหวัดเพชรบุรี และโรงเรียนขนาดเล็ก 24 โรงเรียน วัด ประกอบด้วย วัดเพรียง วัดทองนพคุณ วัดห้วยเสือ และวัดไสกระดาน มีพระและเณรจำนวน 33 รูป มีชุมชนและผู้ปกครองนักเรียนจากโรงเรียนกลุ่มทดลองอีก 179 คน

ครูสกุลช่างเมืองเพชร จำนวน 8 คน ประกอบด้วย ครูช่างงานปูนปั้น ครูช่างงานแทงหยวก ครูช่างงานตอกกระดาษ ครูช่างงานลายรดน้ำ ครูช่างงานปั้นหัวสัตว์ ครูช่างงานลงรักปิดทองประดับกระจก ครูช่างงานแกะสลักไม้ และครูช่างงานจำหลักหนังใหญ่

อยากรู้ว่างานสกุลช่างเป็นอย่างไร สามารถไปติดตามชมได้อย่างใกล้ชิดในงานมหกรรมวิชาการ สกว.วิจัยตามรอยพระยุคลบาท: สร้างสรรค์ปัญญา เพื่อพัฒนาประเทศ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2555 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี วันที่ 21-24 มิถุนายนนี้ ห้ามพลาด

ลำปางพัฒนาสิ่งแวดล้อมไปสู่'เมืองคาร์บอนต่ำ'

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันพุธที่ 30 พฤษภาคม 2555

ลำปาง / ดร.นิมิตร จิวะสันติการ นายกเทศมนตรีนครลำปาง กล่าวว่า เทศบาลนครลำปางมีนโยบายในการจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาสู่เมืองคาร์บอนต่ำ Low Carbon City และวางแผนจัดระเบียบปลูกต้นไม้ในถนนสายต่างๆ ภายในเขตเทศบาลนครลำปาง เพื่อให้มีภูมิทัศน์ที่เหมาะสมสวยงาม ที่สำคัญคือ นอกจากจะให้ร่มเงาแล้ว ยังมีคุณประโยชน์ สามารถช่วยดูดซับคาร์บอนมอนอกไซด์ Carbon Monoxide ที่เกิดจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ได้เป็นอย่างดี จึงได้จัดฝึกอบรมโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ถนนสายต่างๆ และพัฒนาสิ่งแวดล้อมเมืองสู่เมืองคาร์บอนต่ำ ประจำปีงบประมาณ 2555 โดยมีตัวแทนจากหน่วยงาน องค์กรภาครัฐและเอกชน รวมถึงชุมชนในเขตเทศบาลนครลำปาง รวมจำนวน 120 คน เข้ารับการฝึกอบรม และลงพื้นที่เพื่อดูสถานที่จริงในระหว่างวันที่ 21-22 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมราชาวดี เทศบาลนครลำปาง

นายทะนงศักดิ์ วิกุล ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการพัฒนาที่อยู่อาศัย การเคหะแห่งชาติ วิทยากรผู้ให้ความรู้ในการอบรม กล่าวว่า ทุกวันนี้คนลำปางกำลังเผชิญกับปัญหาจากการขยายตัว การตั้งถิ่นฐานเป็นไปอย่างไร้ทิศทาง และ ขาดระเบียบ ระบบขนส่งมวลชนที่เป็นวิถีชีวิตชุมชน ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โรคหลอดเลือดหัวใจ และมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น ทำให้การไหลเวียนของอากาศไม่ดี และพื้นที่สีเขียวในเมืองลำปางกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากการก่อสร้าง และการขยายตัวของเมืองดังกล่าว จังหวัดลำปางจึงต้องดำเนินการลดปัญหามลพิษทางอากาศ

ห้องสมุดสีเขียว'สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนรักการอ่านและเรียนรู้การประหยัดพลังงาน

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันที่ 19 พฤษภาคม 2555

ใครอยากไปห้องสมุดสีเขียวยกมือขึ้น!...สิ่งที่เยาวชนจะได้รับจากห้องสมุดสีเขียว หรือ Green Library นั้น ไม่ใช่แค่เพียงความรู้จากการอ่านหนังสือหลากหลายประเภท แต่ยังจะได้ใกล้ชิดและซึมซับกับแนวคิดประหยัดพลังงานและลดโลกร้อนอีกด้วย ตัวอาคารห้องสมุดสีเขียวที่ตกแต่งอย่างเก๋ไก๋ด้วยวัสดุรีไซเคิลกันความร้อนให้ผนังอาคาร และเฟอร์นิเจอร์รีไซเคิลภายในตั้งแต่ชั้นวางหนังสือ เคาน์เตอร์ยืม-คืนหนังสือ จนกระทั่งโครงสร้างภายในต่างๆ ที่ทำให้ตื่นตาตื่นใจ อาจช่วยสร้างจินตนาการและแรงบันดาลใจแก่เด็กๆ ที่อยากให้บ้านของตัวเองกลายเป็น "บ้านสีเขียว" ขึ้นมาสักวัน

เมื่อเร็วๆ นี้ ธนาคารเอชเอสบีซี ได้จับมือกับ กรุงเทพมหานคร เปิดตัวห้องสมุดสีเขียว หรือ Green Library ขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ สวนเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ในชุมชนร่มเกล้า เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร เปิดให้บริการประชาชนทุกวันอังคาร-วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น.

"การพัฒนา "ห้องสมุดสีเขียว" หรือ Green Library แห่งแรกขึ้นในประเทศไทย เพื่อให้เป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ และมีเป้าหมายให้เป็นอาคารต้นแบบสำหรับประชาชนและเยาวชนได้เข้ามาศึกษาวิธีการประหยัดพลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างง่ายๆ ซึ่งแม้กระทั่งเยาวชนเองก็สามารถนำแนวคิดนี้ไปต่อยอดปรับปรุงบ้านของตัวเองให้น่าอยู่ขึ้นได้ด้วย" มร.แมตทิว ล็อบเนอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย กล่าว

ความโดดเด่นของ "ห้องสมุดสีเขียว" หรือ Green Library เริ่มตั้งแต่การพัฒนาตัวอาคารเปล่าของกรุงเทพมหานครบนทำเลที่ตั้งในสวนสาธารณะ ไม่ส่งกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม และนำเทคโนโลยีที่หลากหลายมาใช้ร่วมกัน อาทิ เทคโนโลยีสีสะท้อนความร้อนบนหลังคาและตัวอาคาร เน้นการใช้แสงสว่างจากธรรมชาติ ติดตั้งกระจกกันความร้อนแบบ 2 ชั้น และติดตั้งแผงกันแดดที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล ช่วยลดการทำงานของเครื่องปรับอากาศ ระบบไฟฟ้าภายในและนอกอาคารเปิด-ปิดอัตโนมัติ แถมด้วยมีการก่อสร้างที่กักเก็บน้ำฝนลงมายังถังที่ฝังไว้ใต้ดินเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ในส่วนต่างๆ อาทิ การใช้รดน้ำต้นไม้ การใช้ระบบสปริงเกอร์ ระบบฉีดน้ำให้เหมาะกับความต้องการน้ำของต้นไม้แต่ละประเภท รวมทั้งการนำน้ำกลับมาใช้ภายในอาคารบางส่วน

นอกจากนี้ยังมีการเลือกใช้วัสดุและผลิตภัณฑ์ที่มีความยั่งยืน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ตัวอย่างเช่น เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติหรือวัสดุรีไซเคิล ใช้น้ำยาทำความสะอาดต่างๆ ที่มาจากธรรมชาติไม่เจือปนสารเคมี รวมทั้งการออกแบบภูมิสถาปัตย์ให้ร่มรื่นงดงาม สวนด้านข้างเป็นสัญลักษณ์ของความชุ่มชื่นอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งออกแบบพื้นที่สวนด้านนอกให้มีบริเวณสำหรับเด็กวิ่งเล่นได้

จุดเด่นอีกประการของห้องสมุดสีเขียวคือ มีโซนนิทรรศการที่รวมเกร็ดความรู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาวะโลกร้อน และรวมรายละเอียดการประหยัดพลังงานและสิ่งแวดล้อมให้ผู้มาเยือนได้ทราบ และมีการแยกโซนห้องอ่านหนังสือของเด็กและผู้ใหญ่ออกจากกัน โดยในห้องอ่านหนังสือสำหรับเยาวชนจะเต็มไปด้วยหนังสือเยาวชนที่น่าสนใจมากมาย รวมทั้งมีคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต และทีวีสำหรับฉายภาพยนตร์ต่างๆ มีเบาะนั่งสบายๆ สำหรับเด็ก และในช่วงวันหยุดยังมีการจัดกิจกรรมที่ให้ความรู้เรื่องการประหยัดพลังงานและการนำวัสดุรีไซเคิลมาใช้ประโยชน์ เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ ทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างครอบครัวพ่อ-แม่-ลูก ให้เกิดขึ้นอีกด้วย

หล่อลื่นปตท.ได้รับเครื่องหมายรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ เป็นรายแรกของอาเซียน

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันที่ 20 เมษายน 2555

เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า "ภาวะโลกร้อน" (Global Warming) เป็นประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด จึงเป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ที่จะช่วยกันลดผลกระทบที่เกิดขึ้น ปตท. ได้ตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วน ความสำคัญของปัญหาดังกล่าว และเพื่อตอบยุทธศาสตร์กลุ่มปตท. ที่จะก้าวไปสู่การเป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติ ที่ดำเนินงานด้วยความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม(Technologically Advanced and Green National Oil Company - TAGNOC) โดยจะให้ความสำคัญกับการศึกษา วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การกำหนดนโยบายและออกมาตรการควบคุมให้การดำเนินงานเป็นไปตามมาตรฐานต่างๆ อย่างต่อเนื่องตลอดจนการลดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยบรรเทาภาวะโลกร้อน เพื่อที่จะขับเคลื่อนธุรกิจของกลุ่มปตท. ไปพร้อมๆ กับการอยู่ดีมีสุขของสังคมและชุมชนอย่างยั่งยืน

นายสรัญ รังคสิริ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เน้นย้ำความเป็นผู้นำด้านพลังงานควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมที่เป็นเลิศโดยเปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นPTT Performa Super synthetic APISN 0W-30 ทั้งขนาด 1 ลิตร และ 4 ลิตร ได้รับเครื่องหมายรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) นับเป็นบริษัทน้ำมันรายแรกของอาเซียนที่ได้รับการรับรองดังกล่าว ซึ่งส่วนประกอบหลักในผลิตภัณฑ์ PTT Performa Super synthetic API-SN 0W-30 มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์น้อยกว่าน้ำมันหล่อลื่นเกรดธรรมดากว่า20% ซึ่งหมายถึงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์ตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle) ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การขนส่ง การผลิต การใช้งาน และการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังการใช้งาน โดยคำนวณออกมาในรูปกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อหนึ่งหน่วยผลิตภัณฑ์ เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่จะติดบนสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ นั้น เป็นการแสดงข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดให้ผู้บริโภครับทราบเพื่อประกอบการตัดสินใจ

จึงเป็นบทพิสูจน์ถึงเจตนารมณ์ของ ปตท. ในการดำเนินธุรกิจที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยความตั้งใจจริงในการศึกษาผลกระทบที่จะเกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ของ ปตท. ตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ นอกจากนั้นยังแสดงถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นของ ปตท. ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อก้าวสู่การยอมรับในเวทีประชาคมโลกอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย ดังนั้นผู้บริโภคจึงสามารถมีส่วนร่วมกับ ปตท. ในการช่วยควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีกทางหนึ่งด้วยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของ ปตท.

แถลงการณ์โลกร้อนต้านสร้างเขื่อนแม่วงก์

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันที่ 14 เมษายน 2555

สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนออกแถลงการณ์เรื่องคัดค้านเขื่อนแม่วงก์ในกรณีที่มุ่งผลาญงบประมาณทำลายแหล่งดูดซับโลกร้อน โดยระบุว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่10 เม.ย.ที่ผ่านมา เห็นชอบข้อเสนอของกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ ที่ จ.นครสวรรค์ และ จ.กำแพงเพชร ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ซึ่งติดต่อกับผืนป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวรโดย พื้นที่ป่าดังกล่าวเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ โดยมีข้ออ้างที่เป็นสูตรสำเร็จของรัฐบาลคือ การป้องกันน้ำท่วม และช่วยเหลือเกษตรกรให้มีน้ำใช้เพื่อการเกษตรทั้งๆ ที่ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคเหนือตอนล่าง มีเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางมากกว่า 10 เขื่อนแล้วแต่ก็มิสามารถป้องกันปัญหาน้ำท่วมที่เกิดเมื่อช่วงปลายปี 2554 ได้

แถลงการณ์โลกร้อนต้านสร้างเขื่อนแม่วงก์
ข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- เสาร์ที่ 14 เมษายน 2555 00:00:34 น.
สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนออกแถลงการณ์เรื่องคัดค้านเขื่อนแม่วงก์ในกรณีที่มุ่งผลาญงบประมาณทำลายแหล่งดูดซับโลกร้อน โดยระบุว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่10 เม.ย.ที่ผ่านมา เห็นชอบข้อเสนอของกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ ที่ จ.นครสวรรค์ และ จ.กำแพงเพชร ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ซึ่งติดต่อกับผืนป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวรโดย พื้นที่ป่าดังกล่าวเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ โดยมีข้ออ้างที่เป็นสูตรสำเร็จของรัฐบาลคือ การป้องกันน้ำท่วม และช่วยเหลือเกษตรกรให้มีน้ำใช้เพื่อการเกษตรทั้งๆ ที่ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคเหนือตอนล่าง มีเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางมากกว่า 10 เขื่อนแล้วแต่ก็มิสามารถป้องกันปัญหาน้ำท่วมที่เกิดเมื่อช่วงปลายปี 2554 ได้

อีกทั้งโครงการดังกล่าว ทางคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มีมติไม่เห็นชอบในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ไปแล้วตั้งแต่ปี 2545 และยังเสนอให้กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กลับไปศึกษาเพิ่มเติม ในเรื่องการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ ในลักษณะบูรณาการมากกว่า ที่จะเสนอให้มีการสร้างเขื่อนเป็นทางเลือกเดียวเท่านั้น

"แต่รัฐบาลยุคนี้กลับใช้ข้ออ้างปัญหาน้ำท่วมเมื่อปี2554 มาเป็นตัวประกัน เพื่อสร้างความชอบธรรมในการเร่งรีบการสร้างเขื่อนดังกล่าว โดยมิได้พิจารณาเลยว่า น้ำท่วมที่ผ่านมาเป็นความผิดพลาดล้มเหลวของรัฐบาลและหน่วยงานราชการทั้งระบบ มากกว่าการไม่มีเขื่อนต่างหาก"สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ระบุ

นอกจากนี้ แถลงการณ์ดังกล่าวยังระบุด้วยว่า การก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์นั้น จะทำให้ประเทศชาติต้องสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ไปมากกว่า 13,000 ไร่ ต้องสูญเสียผืนป่าแหล่งดูดซับก๊าซที่ก่อปัญหาโลกร้อน โดยมีไม้สักหนาแน่นเป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย รองจากอุทยานแห่งชาติแม่ยม จ.แพร่ ซึ่งจะถูกนำมาเป็นช่องทางหาผลประโยชน์ในการทำสัมปทานไม้ที่มีมูลค่านับหมื่นล้านบาทนอกจากนั้นลักษณะเด่นของผืนป่าแม่วงก์คือ มีสภาพเป็นป่าลุ่ม ซึ่งแตกต่างจากป่าในบริเวณที่สูงกว่า เพราะเป็นที่อยู่อาศัย แหล่งน้ำ และแหล่งหากินของสัตว์ป่า โดยเฉพาะในหน้าแล้ง สัตว์ป่าบางชนิดจะอาศัยอยู่เฉพาะที่ลุ่ม หรือใกล้แม่น้ำเท่านั้น ป่าที่ลุ่มในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ก็เหลืออยู่น้อยมาก หากถูกน้ำท่วมอ่างเก็บน้ำจะเป็นตัวกีดขวางทางเดินของสัตว์ป่าและแบ่งพื้นที่ป่าออกเป็น 2 ส่วน จึงนับว่าเป็นการสูญเสียในด้านระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพที่ประเมินค่าไม่ได้

นอกจากนั้น มีข้อที่น่าสังเกตคือ เมื่อมีการเสนอโครงการนี้ใหม่ๆ ในช่วงปี 2528 กรมชลประทานเสนอใช้งบประมาณในการก่อสร้างเพียง 3,187 ล้านบาท เท่านั้น โดยมีความจุของน้ำเหนือเขื่อน380 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่พอมาเดือน ส.ค.54 กรมชล ประทานเพิ่มงบประมาณเป็น 9,629 ล้านบาท โดยลดความจุของน้ำเหนือเขื่อนเหลือ258 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่เพียงชั่วระยะเวลาไม่ถึง 8 เดือน กลับมีการเพิ่มงบประมาณในการก่อสร้างไปถึง 13,000 ล้านบาท อันเป็นข้อน่าสงสัยว่า จะเป็นโครงการผลาญงบประมาณของชาติอีกโครงการหนึ่ง จากเงินกู้ 3.5 แสนล้านหรือไม่

สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนระบุเพิ่มเติมอีกว่า ที่สำคัญโครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 67 วรรค 2 ซึ่งรัฐบาลต้องดำเนินการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเสียก่อน โดยเฉพาะในมาตรา 57 มาตรา 58 มาตรา 66 มาตรา 85 และมาตรา 87 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง แต่หากรัฐบาลรวบรัดดำเนินการ และใช้เทคนิคเลี่ยงขั้นตอนตามกฎหมาย สมาคมฯ และชาวบ้านก็พร้อมจะใช้กระบวน การยุติธรรมตามมาตรา 60 และมาตรา 67 วรรค 3 เพื่อยับยั้งและเพิกถอนโครงการดังกล่าวแน่นอน

สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์จับมือเชียงใหม่เฟรชมิลค์ผลิตก๊าซไบโอมีเทนอัด พลังงานทดแทนในยานยนต์

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันที่ 15 เมษายน 2555
นิวัตร ธาตุอินจันทร์/เชียงใหม่

สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นหน่วยงานแรกที่ริเริ่มศึกษาวิจัย เพื่อนำก๊าซชีวภาพมาใช้เป็นพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก สำหรับคนไทยได้ ในอนาคตพัฒนาก๊าซชีวภาพให้เป็นก๊าซไบโอมีเทนอัดช่วยลดค่าใชจ่ายและลดปัญหามลพิษให้กับสิ่งแวดล้อม

เป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีพลังงานต้นแบบที่มีประสิทธิภาพสู่ชุมชนและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม

ปัจจุบันการจัดหาเชื้อเพลิงทางเลือกเพื่อทดแทนผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในการคมนาคมขนส่ง เช่น น้ำมันและก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นทางออกที่สำคัญเพื่อลดการนำเข้าจากนอกประเทศซึ่งนับวันมีโอกาสที่จะลดลงและมีราคาสูงเพิ่มขึ้น จากปัญหาดังกล่าว ก๊าซชีวภาพจึงเป็นพลังงานทางเลือกหนึ่งที่สามารถผลิตได้เองในบ้านเรา เป็นก๊าซที่เกิดจากการหมักสารอินทรีย์ในสภาพไร้อากาศได้ออกมาเป็นก๊าซมีเทนที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับก๊าซธรรมชาติที่เรียกกันว่าก๊าซ NGV ที่ใช้กับยานยนต์อยู่ในขณะนี้ เมื่อนำมาปรับปรุงให้เป็นก๊าซที่บริสุทธิ์จะสามารถใช้ทดแทนก๊าซธรรมชาติที่มีใช้กันอยู่ทั่วประเทศได้ หลายท่านคงจำได้ว่าก๊าซชีวภาพที่กล่าวถึงนี้ มีมานานแล้วในบ้านเรา เกิดจากการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรที่เลี้ยงสุกร เลี้ยงวัวฝูงแล้วนำมูลสัตว์มาหมักในถังปูนซีเมนต์ มีการพัฒนาเป็นการหมักในโดมพลาสติกขึ้นอยู่กับปริมาณของมูลสัตว์หรือขนาดของฟาร์ม บ่อหมักมีตั้งแต่ขนาด 50 ลูกบาศก์เมตร จนถึงขนาดใหญ่แบบอุตสาหกรรม ก๊าซที่ได้เกษตรกรจะนำมาใช้ในการกกลูกไก่ กกลูกสุกร ใช้เป็นแสงไฟฟ้าทดแทนกระแสไฟฟ้าในฟาร์ม ใช้กับเครื่องสูบน้ำ ใช้หุงต้ม ฯลฯ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายภายในฟาร์มปีละหลายล้านบาท ลดกลิ่นเหม็นในชุมชน หลายฟาร์มได้ปริมาณก๊าซชีวภาพจำนวนมากจนเหลือใช้ทำการต่อท่อก๊าซให้แก่เพื่อนบ้านในชุมชน

สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นหน่วยงานแรกที่ริเริ่มศึกษาวิจัย เพื่อนำก๊าซชีวภาพมาใช้เป็นพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือกสำหรับคนไทยได้ในอนาคต ความเป็นมาเมื่อปี2552-2553 สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับการสนับสนุนจากสำนักนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน สนับสนุนการวิจัยการผลิตไบโอมีเทนด้วยวิธีการดูดซึมด้วยน้ำจนประสพผลสำเร็จ มีกำลังการผลิต 20 ลูกบาศก์เมตรก๊าซชีวภาพต่อชั่วโมง เทียบเท่ากับการผลิตก๊าซ NGV/CNG จำนวน 16 ถังต่อวัน ต่อมาในปี 2554-2556 สถาบันวิจัยฯ จึงได้ริเริ่มการต่อยอดการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยที่ประสพผลสำเร็จนั้น โดยร่วมกับบริษัท เชียงใหม่เฟรชมิลค์ฟาร์ม จำกัด ร่วมลงนามเพื่อการจัดสร้างศูนย์สาธิตต้นแบบผลิตก๊าซไบโอมีเทนอัดสำหรับรถยนต์ เพื่อที่จะเป็นศูนย์ต้นแบบให้ฟาร์มโคนมในภาคเหนือได้เป็นศูนย์เรียนรู้และนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในฟาร์มของตนเอง

จุดเริ่มต้นในอดีต นายบัลพ์กุล ทิพย์เนตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เชียงใหม่เฟรชมิล์คฟาร์ม จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ เป็นโรงงานอุตสาหกรรมผลิตนมพร้อมดื่มพาสเจอไรซ์มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า20 ปี มุ่งหวังที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชากรไทยผ่านผลิตภัณฑ์นมตลอดจนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในภาคเหนือทั้งทางตรงและทางอ้อม อีกทั้งได้ตระหนักในเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อมการอยู่ร่วมกับชุมชนและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพจึงได้เข้าร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ระยะที่ 4 มาตั้งแต่ปี 2551 ก่อสร้างและติดตั้งระบบก๊าซชีวภาพขนาด 4,000 ลูกบาศก์เมตร สามารถผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลวัวนมที่มีอยู่จำนวน 3,000 ตัว ได้ก๊าซชีวภาพ 2,550 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน นำไปใช้ทดแทนกระแสไฟฟ้าภายในฟาร์มคิดเป็นเงินประมาณ 315,000 บาทต่อเดือน รู้สึกดีใจมากที่ได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยฯ ที่จะพัฒนาก๊าซชีวภาพให้เป็นก๊าซไบโอมีเทนอัดเพื่อเป็นพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือกอีกชนิดหนึ่งของประเทศไทย การวิจัยก๊าซชีวภาพสู่ไบโอมีเทน ก๊าซไบโอมีเทนอัด มีชื่อเรียกย่อว่าCBG มาจากภาษาอังกฤษว่า Compressed Biomethane Gas คือเป็นก๊าซที่ได้จากการนำก๊าซชีวภาพมาปรับปรุงคุณภาพโดยการลดก๊าซคาร์บอน ลดก๊าซไข่เน่าและลดความชื้นออกจนทำให้เหลือก๊าซมีเทน โดยมีคุณสมบัติเทียบเท่าก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ทั่วไปที่เรียกว่า NGV หรือ CNG ที่นิยมใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ นำก๊าซมีเทนที่ได้นำมาอัดลงถังบรรจุที่แรงดัน 200 บาร์เพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงของยานยนต์ต่อไป

รศ.ประเสริฐ ฤกษ์เกรียงไกร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ ให้รายละเอียดว่าหลังจากการวิจัยเริ่มต้นจนประสพผลสำเร็จในระดับหนึ่งมีความจำเป็นต้องวิจัยและพัฒนาต่อไปในเรื่องการออกแบบระบบต้นแบบเพื่อผลิตก๊าซการติดตั้งระบบการผลิต การเดินระบบ การติดตามผล การตรวจวัดคุณภาพของก๊าซเพื่อการเผยแพร่และใช้ประโยชน์ในโอกาสต่อไป ในปี 2554 สถาบันวิจัยฯ ได้ร่วมกับบริษัทเชียงใหม่เฟรชมิลค์ สร้างศูนย์สาธิตต้นแบบก๊าซไบโอมีเทนอัดสำหรับยานยนต์ภายในฟาร์มที่อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน เงินลงทุน 2.7 ล้านบาท ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 8 กิโลกรัมต่อชั่วโมง การทดสอบ ระหว่างเดือนธันวาคม 2554-มกราคม 2555 สถาบันวิจัยฯ ทำการทดสอบระบบการผลิตจากก๊าซชีวภาพที่ได้จากมูลวัวนม ได้ก๊าซไบโอมีเทน 85% จากนั้นทำการเพิ่มแรงดันโดยใช้คอมเพรสเซอร์เติมเข้าในถังบรรจุก๊าซกับรถยนต์กระบะที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2,400 ซีซี. 4 สูบ 16 วาล์ว 128 แรงม้า และใช้ NGV เป็นเชื้อเพลิง พบว่าในการขับขี่เมื่อเปลี่ยนระบบจากการใช้น้ำมันเบนซินเป็นก๊าซไบโอมีเทนระบบการทำงานได้ดี ไม่มีการสะดุด ขณะเร่งความเร็วเครื่องยนต์เดินเรียบ

ศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีพันธกิจที่มุ่งเน้นผลงานวิจัยทุกสาขาวิชาเพื่อผลิตงานวิจัยให้มีคุณภาพในระดับสากลมุ่งเน้นงานวิจัยนำไปพัฒนาการเรียนการสอนให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นภาคเหนือ ระดับประเทศ กลุ่มภูมิภาคลุ่มน้ำโขง การวิจัยและพัฒนาพลังงานทดแทนเป็นนโยบายในระดับประเทศ เพื่อนำไปสู่การพึ่งพาตนเองด้านพลังงานโดยเฉพาะพลังงานก๊าซชีวภาพ ที่ได้ร่วมกับภาคเอกชนทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาจนประสพผลสำเร็จ ได้สร้างศูนย์สาธิตต้นแบบผลิตก๊าซไบโอมีเทนอัดสำหรับยานยนต์ เป็นการลดค่าใช้จ่ายและลดปัญหามลพิษให้กับสิ่งแวดล้อม เป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีพลังงานต้นแบบที่มีประสิทธิภาพสู่ชุมชนและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม

ที่สำคัญคือ ช่วยลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศได้อย่างมหาศาล นับเป็นการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนภายในประเทศได้อย่างยั่งยืน สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ โทรศัพท์ 0-5394-2007, 08-3152-4928 หรือ www.erdi.or.th

'กรมป่าไม้'...องค์กรที่รอวันแก้ไข?

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันที่ 14 มีนาคม 2555

โดยผีพุ่งไต้

จะเป็นเรื่องการปล่อยข่าวหรือโยนหินถามทางก็ตามทีว่าเมษาฯนี้จะมีการปรับย้ายข้าราชการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ครั้งใหญ่ โดยเฉพาะกรมป่าไม้ที่ คุณสุวิทย์ รัตนมณี เป็นอธิบดี!!! ผมเองนั้นเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งครับกับข่าวลือ? ทุกวันนี้ คุณสุวิทย์ รัตนมณี อธิบดีกรมป่าไม้ ก็ไม่ค่อยจะได้นั่งเก้าอี้อยู่ที่กรมป่าไม้มากนัก แต่ละวันจะต้องออกพื้นที่เพื่อร่วมแก้ไขการบุกรุกพื้นที่ป่า และปัญหาไฟป่าที่ภาครัฐหมดปัญญาไม่สามารถหยุดยั้งได้???

แต่ถึงแม้ว่ากระแสข่าวเด้ง คุณสุวิทย์ รัตนมณี ให้พ้นไปจากกรมป่าไม้จะหนาหูเพียงใด?

ข้าราชการอาชีพผู้นี้ก็ไม่ได้ท้อถอยหมดกำลังใจ แต่ได้เพิ่มความเข้มในการบริหารจัดการสนองคุณแผ่นดินให้ทุกคนที่เป็นคนไทยได้รู้จัก... "รักษ์ป่า-รักษ์ต้นไม้" ร่วมกันสร้างป่าเพื่อรักษาแผ่นดินความสุขอันยั่งยืนของผืนป่าไม้ไทย

กว่า 33 ปี ที่ทำงานกรมป่าไม้ ไต่เต้าจากข้าราชการตัวเล็กๆ และได้มีโอกาสทำงานกับโครงการดอยตุง ได้มีโอกาสทำงานถวายสมเด็จย่าฯ จนมาวันนี้ได้ก้าวขึ้นสู่เก้าอี้สูงสุดของกรมป่าไม้!

เก้าอี้ที่มากไปด้วยผลประโยชน์ที่ข้าราชการป่าไม้ทุกคนใฝ่ฝัน??? ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณสุวิทย์ รัตนมณี อธิบดีกรมป่าไม้ เมื่อวันก่อนถึงปัญหากรมป่าไม้ถูกจับตามองในเรื่องการทำงานและบริหารจัดการล้มเหลว?

ซึ่งทุกวันนี้ป่าไม้ถูกบุกรุกทำลายจากอดีตเมื่อปี2504 มีผืนที่ป่าไม้ 57/ของพื้นที่ป่าทั้งหมด 320 ล้านไร่

ปัจจุบันเหลือป่าไม้เพียง 30/จาก 320 ล้านไร่เท่านั้น? คุณสุวิทย์ รัตนมณี อธิบดีกรมป่าไม้ก็ยอมรับว่าตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 กรมป่าไม้ได้ถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 ระบบ

ตอนที่มีการแบ่งงานของกระทรวงฯ กรมต่างๆ อดีตเราเป็น กรมป่าไม้!! กรมป่าไม้!!

"พระพุทธเจ้าหลวง" ทรงสถาปนากรมป่าไม้ขึ้นมาเมื่อปีพ.ศ.2439 พอมาถึงปี พ.ศ.2545 ป่าไม้ถูกแยกเป็น 2 กลุ่ม คือ ป่าไม้เพื่อการอนุรักษ์และป่าไม้เพื่อเศรษฐกิจ

ป่าไม้เพื่อการอนุรักษ์จะอยู่ในอุทยานแห่งชาติฯและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และป่าไม้เศรษฐกิจอยู่ที่กรมป่าไม้ แต่ว่านโยบายเวลานั้นได้สร้างความเสียหายให้ป่าไม้เป็นอย่างมาก!!!

มีเจ้าหน้าที่ 2 ส่วนต่างมีหน้าที่ดูแล... "แต่เขตไม่ชัดเจน?" ว่า... ตรงไหนพื้นที่ของ กรมป่าไม้ ตรงไหนพื้นที่ของ กรมอุทยานฯ เจ้าหน้าที่จึงละเลยต่างคนต่างหนี จึงเป็นช่องว่างให้คนเข้ามาบุกรุกทำลายป่าได้โดยง่าย

คนกรมป่าไม้มีน้อย พื้นที่รับผิดชอบมาก อยู่กันกระจัดกระจายยากต่อการป้องกันปราบปราม

สำหรับกรมอุทยานแห่งชาติฯ มีคนมากแต่พื้นที่รับผิดชอบน้อย?
ก็คงจะถึงเวลาแล้วครับที่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม จะได้มีการทบทวนถึงเรื่อง2 กรม เป็น 1 เดียว? ข่าวว่าเวลานี้การรวมกรมได้ผ่านกระบวนการขั้นตอนจบสิ้นแล้ว รอเพียงแต่ว่าให้เรื่องผ่านสภาก่อนเท่านั้น?

เมื่อถึงวันนั้นหากป่าไม้ยังถูกบุกรุกทำลายกันอีกต่อไป? ผมว่ายุบทิ้งไปเสียเลยดีไหมทั้งกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติฯ

by ThaiWebExpert