หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

ไฟฟ้าชีวมวล

ผู้เขียน: 
ขนกวรรณ พรหมทอง/พังงา


ผู้สื่อข่าวรายงานที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพังงา บริเวณศาลากลางจังหวัดพังงา นายอนิรุทธ์ ลือแทน แกนนำชาวบ้าน ต.รมณีย์ และนายวิชัยรัตน์ พลพิพัฒน์ แกนนำชาวบ้าน ต.เหล อ.กะปง จ.พังงา นำตัวแทนชาวบ้านทั้ง 2 ตำบล เข้ายื่นหนังสือคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล ต่อนายธรรมเนียม บำรุง หน.ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพังงา โดยอ้างว่าหลังจากทาง บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ได้เข้ามาชี้แจงเรื่องโครงการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่ ต.รมณีย์ เป็นโครงการสำหรับผลิตพลังงานไฟฟ้าขนาดไม่เกิน 9.9 เมกะวัตต์ และขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการเตรียมการโครงการ โดยทางชุมชนชาวบ้านมีความคิดเห็นสอดคล้องกันว่า ไม่ควรมีการจัดสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่ ต.รมณีย์ เนื่องจากที่ตั้งโครงการไม่เหมาะสม ใกล้แหล่งชุมชน โรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก วัด ที่สำคัญคือบ่อน้ำพุร้อน และแหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์เทวสถานพระนารายณ์ จึงได้เข้ายื่นหนังสือคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลครั้งนี้


ด้าน นายวิชัยรัตน์ พลพิพัฒน์ แกนนำชาวบ้าน ต.เหล อ.กะปง จ.พังงา กล่าวว่า แม้ทางโรงงานไฟฟ้าชีวมวลมีเป้าหมายตั้งที่ ต.รมณีย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับ ต.เหล ทางชาวบ้านจึงเป็นกังวลว่าจะได้รับผลกระทบ เนื่องจากหมู่บ้านจุดที่ตั้งมีพื้นที่ติดกัน กระแสลมและพื้นที่จะได้รับผลกระทบร่วมกัน ทางชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงจึงได้ออกมาต่อต้าน ประกอบกับทางผู้ประกอบการทำการชี้แจงไม่ชัดเจน ในเรื่องของข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล ทำให้เป็นที่เคลือบแคลงสงสัยเป็นอย่างยิ่ง


สำหรับนักวิชาการได้ออกมาให้ข้อมูลต่อประชาชนเป็นการเร่งด่วน หลังมีกระแสให้ข้อมูลเก่าต่อประชาชนทำให้เกิดความสับสน โดย รศ.ดร.พล สาเกทอง อดีต อ.ภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการใช้เชื้อเพลิงของปาล์มกับของต้นยางพารานั้นพบว่า การใช้เชื้อเพลิงของต้นยางพาราจะใช้ได้ดีกว่า ไม่พบกากที่เหลือใช้ การเผาผลาญจะมีประสิทธิภาพดีกว่าต้นปาล์ม จึงทำให้มีการแนะนำการใช้เชื้อเพลิงของต้นยางพาราดีกว่า โดยโรงงานไฟฟ้า ชีวมวลที่ผลิตจากต้นปาล์มได้ถูกสั่งให้หยุดการผลิต เนื่องจากการเผาผลาญจากต้นปาล์มเกิดมลพิษขึ้น ส่งผลกระทบกับชุมชน จึงมีการสั่งหยุดพักการผลิตกระแสไฟฟ้าของโรงงานที่ใช้ต้นปาล์มเป็นวัตถุดิบ

แจงสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน


นายคุรุจิต นาครทรรพ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานขอชี้แจงถึงกรณีที่มีกลุ่มคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ได้ยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ได้แก่ 1.ให้ยกเลิกรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม 2.เสนอให้เลื่อนการเปิดประมูลโครงการฯ ในวันที่ 5 ส.ค.นี้ ออกไปไม่มีกำหนด 3.การตั้งคณะกรรมการร่วมกันก่อนมีการพิจารณาใดๆ นั้น


ขณะเดียวกันกระทรวงพลังงานขอน้อมรับฟังความคิดเห็นพร้อมยืนยันว่า การเตรียมการสร้างโรงไฟฟ้าเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด และท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว ที่ จ.กระบี่ ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่ครบถ้วนตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ และได้มีการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของทั้ง 2 โครงการควบคู่กันมาต่อเนื่อง ซึ่งกระทรวงพลังงานขอให้ประชาชนในพื้นที่ มั่นใจว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างแน่นอน


ทั้งนี้ ความจำเป็นของการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด ที่ จ.กระบี่ ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมที่เคยมีโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ ของ กฟผ.อยู่แล้วนั้น ก็เพื่อจัดหาไฟฟ้าให้เพียงพอในอนาคตและเป็นไปตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2015) เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งมีแนวโน้มของการใช้ไฟฟ้าในอัตราที่สูงขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจะเป็นการกระจายความเสี่ยงของแหล่งเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าสูงถึงเกือบ 70% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ที่สำคัญต้นทุนของเชื้อเพลิงถ่านหินเพื่อผลิตไฟฟ้าต่อหน่วย จะทำให้ราคาค่าไฟฟ้ามีเสถียรภาพ ช่วยให้เศรษฐกิจของไทยก้าวหน้าไปได้อย่างมั่นคงและแข่งขันได้ในเวทีโลก เมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ ที่ราคาแพงกว่า 

กูรูแนะภาคธุรกิจไทยยกระดับสังคม-สิ่งแวดล้อมก้าวสู่ AEC


การก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 31 ธันวาคมปีนี้ ทำให้ทุกภาคส่วนของประเทศ รวมถึงภาคอุตสาหกรรมเร่งความพร้อมสู่การเปิดเสรีของ 10 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายในงานเสวนาเปิดตัวโครงการ "ดาว เคมิคอล เพื่ออุตสาหกรรมยั่งยืน" ระยะที่ 3 ภายใต้หัวข้อ "ปรับกระบวนทัศน์อุตสาหกรรมไทย ก้าวไกลใน AEC" โดยผู้เชี่ยวชาญจากแขนงต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมของภาคอุตสาหกรรมไทยเพื่อการผงาดเป็นหนึ่งในผู้นำ AEC

เสริมสร้างความแข็งแกร่งของพันธมิตร

นายชุตินทร คงศักดิ์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กล่าวว่า สังคมและเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน เป็นสิ่งที่ประเทศมหาอำนาจต่างก็กำลังจับตามอง ในภูมิภาคอาเซียนที่มีประชากรอาศัยอยู่กว่า 600 ล้านคนนี้ มีการลงทุน มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) รวมกัน 10 ประเทศ อยู่ที่ 2.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และมีการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1.22 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดย 17% นั้นเป็นการลงทุนภายในประเทศอาเซียนด้วยกันเอง


"การเกิดขึ้นของประชาคมอาเซียนยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมาก เรื่องนี้ต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะแต่ละประเทศยังยึดติดในความเป็นประเทศเขาประเทศเราอยู่ เราต้องใส่ความเป็นอาเซียนให้มากขึ้น เราต้องคิดว่าเราเป็นหุ้นส่วนกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อการพัฒนาร่วมกัน" นายชุตินทร กล่าว

ขณะที่ รศ.ดร.ประภัสสร์ เทพชาตรี ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสริมว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ เนื่องจากตั้งอยู่บนจุดศูนย์กลางของอาเซียน ในขณะที่ภาคเอกชนเองก็มีศักยภาพ ทว่าสิ่งสำคัญคือความร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน หรือความร่วมมือระหว่างประเทศก็ตาม

"เราต้องคิดว่าเป้าหมายใหญ่คือการนำพาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางของ AEC ภาครัฐเอกชนควรร่วมมือกัน ผลักดันให้ประเทศเป็นศูนย์กลางด้านต่างๆ ทั้งด้านการค้าด้านบริการ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านอุตสาหกรรมต่างๆ และประเทศไทยต้องปรับกระบวนทัศน์ในการทำธุรกิจ โดยแทนที่จะมองว่าประเทศเพื่อนบ้านคือคู่แข่ง อาเซียนควรคิดว่าเราคือตลาดและฐานการผลิตเดียว นอกจากนี้เราควรมีความพร้อมที่จะปรับตัว เพื่อให้ภาคธุรกิจมีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง" รศ.ดร.ประภัสสร์ กล่าว

ตอบโจทย์ด้านธุรกิจแบบยั่งยืน

ด้าน นายฉัตรชัย เลื่อนผลเจริญชัย ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ได้ถ่ายทอดประสบการณ์จากการที่ดาวเป็นบริษัทด้านวิทยาศาสตร์ชั้นนำระดับโลก ซึ่งตั้งวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่าแค่ระดับประเทศหรือภูมิภาค

"เราเชื่อว่าประชากรทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 6 พันล้านเป็น 8.3 พันล้าน และเมื่อประชากรทั่วโลกขยายตัวเพิ่มขึ้นเช่นนี้ ความต้องการอุปโภคบริโภคจะเพิ่มขึ้นประมาณ 50% การใช้พลังงานก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากสูงขึ้นอีกถึง 45% เมื่อถึงเวลานั้นเราจะหาแหล่งพลังงานใหม่ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดได้อย่างไร เราจะหาแหล่งน้ำสะอาดที่ไหนมาใช้เพื่อการบริโภค ดาวจึงได้พยายามตอบโจทย์ความต้องการที่เพิ่มขึ้นของประชากรโลก ขณะเดียวกันก็มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของโลกให้น้อยที่สุด ด้วยการนำโซลูชั่นจากนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วย เพราะหากเราสามารถคิดค้นสิ่งที่จะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ ในขณะที่สิ่งแวดล้อมอยู่ไม่ได้ เราเองก็จะอยู่ไม่ได้เช่นกัน"

ดาวเชื่อว่าคำตอบของการทำธุรกิจแบบยั่งยืนก็คือวิทยาศาสตร์ เพราะเป็นตัวแปรหลักที่ตอบโจทย์ด้านความต้องการที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังสามารถดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมได้ เป้าประสงค์สูงสุดของดาว คือจะทำอย่างไรให้การดำรงชีวิตอยู่ของผู้คนบนโลกเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ดาวจึงได้มีการตั้งเป้าหมายทางธุรกิจแบบยั่งยืนที่ชัดเจนมากมาตั้งแต่ปี 2538 โดยเริ่มต้นจากการตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2548 จะปรับเปลี่ยนและสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้คนของดาวตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และอาชีวอนามัยเป็นประการสำคัญ

นายฉัตรชัย กล่าวต่อไปว่า "พอย่างเข้าปี 2548 เราก็ตั้งเป้าหมายต่อไปอีกสิบปีข้างหน้า ซึ่งก็คือปี 2558 โดยขยายขอบข่ายความยั่งยืนจากภายในสู่ภายนอก นั้นก็คือการส่งต่อความยั่งยืนไปยังลูกค้าของเรา ผ่านผลิตภัณฑ์และการบริการที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงการใช้พลังงาน ในขณะเดียวกันก็ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า การที่เราสามารถใช้ความรู้ความสามารถทางวิทยาศาสตร์ของเรา ประกอบกับการทำงานร่วมกันกับลูกค้า ในการพัฒนาระบบที่ทำให้ผู้คนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารที่ขาดแคลนน้ำสามารถเข้าถึงน้ำดื่มที่สะอาดได้ เช่นการทำน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืดในแถบตะวันออกกลาง เป็นต้น"

ปัจจุบันดาวมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 6,000 รายการ ที่จำหน่ายอยู่ในกว่า 180 ประเทศทั่วโลก โดยมีสำนักงานทั้งหมด 35 แห่งในเอเชีย และมีโรงงานทั้งหมด 41 โรงงานใน 12 ประเทศ และการที่ดาวเติบโตได้อย่างมั่นคงก็เพราะการทำธุรกิจแบบยั่งยืน

"ดาวไม่สามารถก้าวต่อไปข้างหน้าเพียงลำพังได้ หากบริษัทคู่ค้าไม่แข็งแรง ฉะนั้นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้คือการช่วยให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีความแข็งแกร่ง ด้วยการกระตุ้นให้ภาคธุรกิจ SMEs ใส่ใจด้านทรัพยากรและหลักการลีนเพื่อสิ่งแวดล้อม การเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงในภาคส่วนต่างๆ และเป็นแบบอย่างที่ดีให้พวกเขาได้เห็นหลักการตรงนี้ก็คือการทำให้ทั้งซัพพลายเชนมีความสมบูรณ์แข็งแรง" ฉัตรชัยกล่าว

ยกระดับมาตรฐานภาคสังคมและสิ่งแวดล้อม

ด้าน ดร.ขวัญฤดี โชติชนาทวีวงศ์ ผู้อำนวยการ สิ่งแวดล้อมไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ภาคเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลกให้ความสำคัญกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก

โดยเฉพาะสภาพภูมิอากาศ ทรัพยากรน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงทางด้านพื้นดิน รวมไปถึงสถานการณ์ด้านสารเคมีและขยะ และธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีสถานการณ์ด้านมลพิษข้ามแดนที่ประเทศต่างๆ ต้องช่วยกันแก้ไข

ทั้งนี้หากไทยต้องการที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สิ่งที่ควรยึดถือคือการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเน้นไปที่การเชื่อมโยงกันของภาคสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ การที่ทรัพยากรมีจำกัด สิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมต้องเร่งให้ความสำคัญก็คือการทำงบด้านการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อลดต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ยังควรนำหลักการลีนเพื่อ สิ่งแวดล้อม (Lean Management for Environment) มาใช้ และต้องเข้าใจการให้ความใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ภาระที่เพิ่มขึ้น แต่กลับเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ เพื่อให้องค์กรสามารถยกระดับมาตรฐานของตนได้ หากประเทศไทยจะก้าวไกลใน AEC ภาคอุตสาหกรรมไทยจะต้องพัฒนาให้สูงกว่าระดับมาตรฐาน หรือ beyond- standard ซึ่งจะเป็นคุณสมบัติที่ช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับประเทศไทยในการเข้าถึงตลาดยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา เช่น การได้รับการรับรองฉลากเขียว ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

"ปัจจุบันภาคธุรกิจของหลายๆ ประเทศในยุโรป จะพิจารณาคู่ค้ากันตั้งแต่ต้นน้ำ เช่น ประเทศเยอรมนีที่มีกฎในการนำเข้าน้ำมันปาล์มว่า หากผลผลิตนั้นได้มาจากการไปแย่งชิงแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือแหล่งน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคของมนุษย์ เขาก็จะไม่รับซื้อ เป็นต้น" ดร.ขวัญฤดี กล่าว

ร่วมแก้การออกเอกสารสิทธิจากผลกระทบโรงไฟฟ้าแม่เมาะ


ผู้ตรวจการแผ่นดินลงพื้นที่ติดตามปัญหาการออกเอกสารสิทธิ ราษฎรที่อพยพเนื่องจากได้รับผลกระทบโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 10 ปี และปัญหาการใช้จ่ายเงินกองทุนพัฒนาโรงไฟฟ้าแม่เมาะ


ลำปาง/ เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ห้องประชุม อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมคณะประชุมหาแนวทางแก้ไขปัญหาราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ร่วมกับผู้แทนจังหวัดลำปาง โดยมีนายมงคล สุกใส รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ผู้แทนกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ผู้แทนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แม่เมาะ และส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ภายหลังได้รับข้อร้องเรียนจากราษฎรในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบว่า ปัญหาการอพยพราษฎรออกมาจากพื้นที่การทำเหมืองถ่านหินของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ซึ่งอพยพมาถึง 7 ครั้ง โดยครั้งที่ 1-4 เป็นการอพยพราษฎรเพราะการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยต้องใช้พื้นที่เพื่อการขุดหาถ่านหิน ในครั้งที่ 5-7 ราษฎรแจ้งความประสงค์ขอย้ายออกจากพื้นที่ โดยอ้างว่าได้รับผลกระทบจากฝุ่น เสียง และมลพิษทางอากาศ จนถึงขณะนี้ แม้จะมีมติคณะรัฐมนตรีออกมาหลายครั้ง แต่ปัญหาก็ยังยืดเยื้อมานานกว่า 20 ปี 


จากการลงพื้นที่ติดตามข้อเท็จจริงตามที่ชาวบ้านร้องเรียน ที่บ้านฉลองราช หมู่ 8 ต.สบป้าด อ.แม่เมาะ คณะผู้ตรวจการแผ่นดินพบว่า ราษฎรที่สมัครใจอพยพออกจากพื้นที่และได้รับค่าชดเชยตามเงื่อนไขไปแล้ว บ้านเรือนต้องตกเป็นทรัพย์สินของรัฐ แต่กลับมีการลักลอบรื้อถอน ขนย้ายไม้เรือนเก่าออกไป ทั้งคนที่เคยเป็นเจ้าของและไม่ใช่เจ้าของ ขณะที่บางครอบครัวได้รับค่าชดเชยจากรัฐไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ยอมย้ายออกไปจากบ้านหลังเดิมซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีที่ทรัพย์สินของรัฐสูญหายไปต้องให้ตำรวจท้องที่และผู้นำท้องถิ่นต้องเข้าไปดูแลรับผิดชอบร่วมกัน และขอให้สำนักงานธนารักษ์จังหวัดเข้าไปสำรวจและจัดทำแผนเพื่อป้องกันการสูญหายเพิ่มอีก เพื่อหาทางนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม หากพบการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายต้องฟ้องร้องคดีความเอาผิดกับคนที่เอาไป 


ในส่วนของราษฎรที่รับเงินชดเชยจากรัฐแล้วไม่ยอมย้ายออกไป ได้ขอให้ทางอำเภอไปยกเลิกบ้านเลขที่ ย้ายบุคคลเหล่านี้ไปอยู่ทะเบียนบ้านกลาง เพื่อรอการรื้อถอนตามขั้นตอนต่อไป 


พล.อ.วิทวัส กล่าวว่า ปัญหาการอพยพราษฎรมาอยู่ในพื้นที่ใหม่ในป่าเสื่อมโทรม ซึ่งต้องยกเลิกพื้นที่ป่าจึงจะสามารถออกเอกสารสิทธิให้ราษฎรได้ แต่ปรากฏว่า กรมป่าไม้ ยังไม่มีการยกเลิกเขตป่าทำให้ดำเนินการต่อไปไม่ได้ ทั้งที่เป็นสัญญาประชาคมและเป็นมติคณะรัฐมนตรี จังหวัดเองก็ออกสำรวจเสนอไปแล้ว ซึ่งในเรื่องนี้คงต้องไปผลักดันในระดับนโยบาย เพราะอำนาจอนุมัติอยู่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกกฎกระทรวงเพิกถอนพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมแล้วจึงจะเดินหน้าต่อไปได้ 


ส่วนเรื่องที่ราษฎรกลุ่มเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยร้องเรียนว่าเข้าไม่ถึงกองทุนพัฒนารอบโรงไฟฟ้า ซึ่งในความเป็นจริงกองทุนมีคณะกรรมการ มีระเบียบ กฎเกณฑ์ทั้งในระดับตำบล และระดับจังหวัดอยู่แล้ว จึงขอให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดไปทบทวนระเบียบว่าครอบคลุมทุกมิติหรือไม่ โดยขอให้ผู้ดูแลเงินกองทุนคิดถึงหลักมนุษยธรรมในการพิจารณาโครงการและปัญหาเรื่องการรักษาพยาบาลด้วย 

นายกฯ เปิดงานวันสิ่งเเวดล้อมโลก วอนประชาชนร่วมกันดูแลความสะอาดบ้านเมือง


ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน  พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช. เป็นประธานเปิดงานวันสิ่งเเวดล้อมโลก ประจำปี 2558ภายใต้ชื่องาน 7 พันล้านฝัน 7 พันล้านใจคิดห่วงใยในผืนโลก โดยงานดังกล่าวเป็นความร่วมมือของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งเเวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างความตื่นตัวในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับนานาประเทศ โดยในปีนี้ได้จัดให้มีพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการงดใช้ถุงพลาสติก ในวันที่ 15 ของทุกเดือน เพื่อร่วมแสดงเจตนาร่วมกันในการสร้างวินัยคนในชาติ และสร้างความเคยชินให้ประชาชนลดการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายยาก 


ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอให้ทุกคนช่วยกันดูแลเพื่อโลกและคนที่จะเกิดขึ้นมาในอนาคต เพราะ ดิน น้ำ ป่า และฝนทำให้โลกสวยงามปลอดภัย ประชาชนทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกันจึงอยากขอให้ช่วยกันดูแลบ้านเมืองให้สะอาดโดยเริ่มจากการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดในครอบครัว ต่อเนื่องไปยัง โรงเรียนและสังคม รวมถึงการรักษาบ้านเมืองให้สะอาดโดยทุกคนต้องช่วยกันไม่โยนภาระให้เจ้าหน้าที่ ซึ่งตนคาดหวังว่าการเปิดงานครั้งนี้จะเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง มีการแยกขยะตามสถานที่ต่างๆ ทั้งโรงแรม ห้างสรรพสินค้า ที่จะต้องมีการนำพลังงานมาหมุนเวียนด้วย 

กนอ.ดัน 88 โรงงานพื้นที่สีเขียว ส่งสัญญาณอุตสาหกรรมโต 3%

กนอ. ชู 88 โรงงานรับธงขาว-ดาวเขียว 26 โรงงาน รับธงขาว-ดาวทอง ตามเกณฑ์ประเมินศักยภาพบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และรับผิดชอบต่อสังคม ขณะที่ สศอ.ชี้ทิศทางอุตสาหกรรมไทยปีนี้ ยังคงอัตราการเติบโตในเกณฑ์ 2-3% เป็นผลจากปัจจัยบวกยังมีแรงหนุนดี แต่ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากภายในและภายนอกประเทศอย่างใกล้ชิด

นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า กนอ. ได้จัดพิธีมอบรางวัลธงธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ประจำปี 2557 (ธงขาว-ดาวเขียว: Green Star Award) และพิธีมอบธงธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยยอดเยี่ยม (ธงขาว-ดาวทอง:Gold Star Award) ณ สำนักงานนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง

โดยในปี 2557 มีโรงงานที่ผ่านเกณฑ์เข้ารับรางวัลธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย (ธงขาว-ดาวเขียว) จำนวน 88 โรงงาน และโรงงานที่ผ่านเกณฑ์เข้ารับรางวัลธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยต่อเนื่อง 6 ปี (ธงขาว-ดาวทอง) จำนวน 26 โรงงาน โดยโรงงานทั้งหมดมีการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมตามแผนลดและขจัดมลพิษของโรงงานอุตสาหกรรมกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมพื้นที่มาบตาพุดและบ้านฉาง โดยนำผลการประเมินศักยภาพการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และการรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ในช่วงระยะเวลา 1 ปี ตามการประเมินจากคณะทำงานจากหลายภาคส่วนแบบพหุภาคี ได้แก่ กนอ. ผู้แทนชุมชน ผู้แทนส่วนราชการในพื้นที่ และสื่อมวลชนท้องถิ่น


“กนอ.ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม ในการมุ่งบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมภายในโรงงาน ซึ่งโรงงานทั้ง 88 แห่งเป็นแบบอย่างในการนำระบบธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมมาบริหารจัดการที่ได้มาตรฐาน มีความโปร่งใส และเป็นยุคใหม่ สร้างสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อมกับสังคม ตลอดจนสร้างการยอมรับจากทุกภาคส่วนในระบบการบริหารจัดการที่มีมาตรฐานของโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม รวมทั้งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับชุมชนโดยรอบ ในการพัฒนาอุตสาหกรรมให้อยู่คู่กับชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป” นายวีรพงศ์ กล่าว 

รถปล่อยควันพิษจ่ายภาษีสูง

ขุนคลังเตรียมสรุปร่างสุดท้าย พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะจัดทำเสร็จปลายสัปดาห์นี้ เสนอกรรมการปฏิรูปโครงสร้างภาษี คาดว่าภาษีจะเริ่มใช้ได้ปี 2560 ขณะเดียวกัน จับมือกระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าใช้ ECO Sticker แสดงข้อมูลรถยนต์ เริ่ม ต.ค.นี้ เตรียมรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่เริ่มใช้ปี 2559 เก็บอิงการปล่อยก๊าซปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ร่างสุดท้ายของ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะจัดทำเสร็จปลายสัปดาห์นี้ จากนั้นจะมีการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปโครงสร้างภาษีอีก 2 สัปดาห์ พร้อมกันนี้จะนำเอกสารเต็มรูปแบบที่กระทรวงการคลังจัดทำเสร็จแล้วให้นักวิชาการถกกันอย่างเต็มที่ คาดว่าภาษีจะเริ่มใช้ได้ปี 2560

สำหรับร่างสุดท้ายของ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แบ่งออกเป็น 4 อัตรา ประกอบด้วย ที่ดินสำหรับที่อยู่อาศัย ที่ดินเพื่อการเกษตร ที่ดินเชิงพาณิชย์กรรมและอุตสาหกรรม และที่ดินว่างเปล่า เพราะดีต่อประเทศ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ก่อให้เกิดกระบวนการผลิตบนที่ดินดีขึ้น มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพราะหากไม่แล้วการคลังของประเทศจะไปไม่รอด ทั้งขาดดุลและการก่อหนี้มาก่อนหน้านี้

นายสมหมาย คาดว่า หลังใช้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะช่วยให้ศักยภาพการหารายได้ของประเทศดีขึ้น จากที่ขณะนี้ด้อยลงทุกวัน โดยหลังปรับโครงสร้างภาษีใหม่จะเริ่มใช้ปี 2560 ซึ่งเป็นปีแรก คาดว่าจะจัดเก็บรายได้ไม่ต่ำกว่า 200,000 ล้านบาท และเข้าท้องถิ่นทั้งหมดไม่ได้เข้าส่วนกลาง จากปัจจุบันจัดเก็บได้ปีละ 20,000 ล้านบาทเท่านั้น เมื่อรายได้รัฐบาลมากขึ้นก็สามารถกู้เงินได้เพิ่มขึ้น เพื่อมาดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนที่ลำบากได้ โดยพัฒนาด้านการศึกษา การสาธารณสุข โดยเพิ่มงบประมาณขาดดุลมากขึ้นเหมือนกับภาคเอกชนที่กู้เงิน

โดยยืนยันว่าการจัดเก็บภาษีตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างผ่านกระบวนการศึกษามาอย่างละเอียดแล้ว โดยใช้เวลามากกว่า 1 ปี เรื่องทำอัตราภาษีที่ดินฯ ให้เป็นธรรม เราจะปล่อยให้หนี้สาธารณะสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ได้ รัฐบาลจะชะล่าใจ เห็นว่าหนี้น้อยกู้มากแล้วโอกาสหารายได้มีหรือไม่ หากไม่เก็บภาษีที่ดินฯ โอกาสหารายได้เพิ่มที่เป็นกอบเป็นเรื่องเป็นราวไม่มี ต้องทำตอนนี้ เพราะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่ทำ เนื่องจากเสียคะแนนนิยม

ยกตัวอย่างสูตรการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ว่า ที่ดินและบ้าน หากจัดเก็บภาษีที่ร้อยละ 0.1 ของมูลค่าบ้านและที่ดินจะทำให้บ้านและที่ดินที่มีมูลค่า 1 ล้านบาท เสียภาษีปีละ 250 บาท ล้านที่ 2 ชำระอีก 250 บาท รวมชำระภาษี 500 บาทสำหรับบ้านราคา 2 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับลดภาษีให้ร้อยละ 75 เก็บเพียงร้อยละ 25 ส่วนบ้านที่มีมูลค่า 3 ล้านบาท จะลดอัตราภาษีให้ร้อยละ 50 จากที่เก็บล้านละ 1,000 บาท เหลือเก็บเพียง 500 บาท รวมแล้วบ้านมูลค่า 3 ล้านบาท ชำระภาษีเพียง 1,000 บาท หากบ้านมีมูลเพิ่มขึ้นมาเป็น 4 ล้านบาท ล้านที่ 4 จะยังลดอัตราจัดเก็บภาษีให้อีกร้อยละ 50 โดยเก็บภาษีอีก 500 บาท รวมแล้วบ้านและที่ดินราคา 4 ล้านบาท จะชำระภาษีเพียงปีละ 1,500 บาท สูตรนี้ต้องเก็บทุกคน เพื่อให้รู้จักการเสียภาษี

ในวันเดียวกันนี้ นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมกันเปิดตัวระบบป้ายข้อมูลรถยนต์ “ECO Sticker” และพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือเพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้รถยนต์อย่างยั่งยืน (Sustainable Mobility) ด้วยกลไก ECO Sticker และภาษี CO2

รถยนต์ที่ผลิตใหม่หรือนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 จะเริ่มติด ECO Sticker เพื่อแสดงข้อมูลรถยนต์ 4 ด้าน คือ 1.ข้อมูลผู้ผลิต ผู้นำเข้า 2.ข้อมูลรถยนต์ ชื่อรุ่น แบบ โครงรถ เครื่องยนต์ เกียร์ ขนาดยางล้อ จำนวนที่นั่ง น้ำหนักรถ เชื้อเพลิงที่สามารถใช้และโรงงานที่ผลิตรถยนต์ 3.รายการอุปกรณ์ที่ติดตั้งจากโรงงาน และ 4.การทดลองตามมาตรฐานอ้างอิง ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจะเปิดเว็บไซต์ www.car.go.th เดือนธันวาคม 2558 เพื่อเป็นแหล่งข้อมูล ECO Sticker สำหรับประชาชน ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ด้านนางเพียงใจ แก้วสุวรรณ ผู้บริหารนิสสัน และประธานกิตติมศักดิ์สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เชื่อว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังมีโอกาสเติบโตตามเศรษฐกิจของไทยที่คาดว่าปีนี้จะขยายตัวร้อยละ 3-4 โดยยอดจำหน่ายรถยนต์ภายในประเทศจะต้องติดตามการจัดงานมอเตอร์โชว์ที่จะมีขึ้นในเดือนมีนาคมนี้ แม้ผู้บริโภคบางส่วนยังชะลอการซื้อรถยนต์ในช่วงนี้ ส่วนการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่จะเริ่มใช้ปี 2559 ซึ่งจัดเก็บภาษีโดยอิงจากอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Co2 ที่อาจทำให้รถยนต์บางประเภทต้องเสียภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้นนั้น เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบทำให้ยอดขายรถยนต์ลดลง เพราะรถยนต์บางประเภทภาษีลดลง ขณะที่บางประเภทอาจปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้ซื้อรถยนต์จะซื้อตามวัตถุประสงค์ที่นำไปใช้อยู่แล้ว 

กนอ.แจงเหตุเพลิงไหม้โรงงาน


นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์เกิดเหตุเพลิงไหม้ (เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 58 เวลาประมาณ 19.30 น.) บริษัท แอลแอลไอที ประเทศไทย จำกัด (หลิงหลง) ซึ่งประกอบกิจการผลิตยางรถยนต์ (Radial Tyre) ตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พบว่าคลังเก็บผลิตภัณฑ์ (ยางรถยนต์) และอาคารเก็บผลิตภัณฑ์ข้างเคียง ได้รับความเสียหายรวมทั้งหมด 6 อาคาร มูลค่าความเสียหายประมาณ 1,500 ล้านบาท จากเหตุการณ์นี้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เพื่อหาสาเหตุต่อไป


ทั้งนี้ กนอ.ได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.โรงงาน มาตรา 39 ให้บริษัทฯ หยุดประกอบกิจการโรงงานชั่วคราวแล้ว เป็นระยะเวลา 30 วัน และให้โรงงานปรับปรุงแก้ไขอาคารให้แล้วเสร็จ และจะพิจารณาอนุมัติให้ทยอยเปิดดำเนินการแต่ละอาคารต่อไป สำหรับน้ำจากการดับเพลิง กนอ.ได้สั่งการให้ปิดกั้นรางระบายน้ำบริเวณโดยรอบบริษัทฯ ที่เกิดเหตุเพื่อไม่ให้ไหลออกสู่ภายนอกได้ เพื่อนำไปบำบัดตามกระบวนการมาตรฐานอย่างถูกวิธีต่อไป 


สำหรับการเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในพื้นที่ จากเหตุเพลิงไหม้ยางรถยนต์ โดยใช้เครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบพกพา (FTIR) จากกรมควบคุมมลพิษ, สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศต่อเนื่องแบบอัติโนมัติ ของบริษัทเหมราชฯ และ กนอ.ได้นำรถ Mobile Unit ตรวจวัดคุณภาพอากาศจากนิคมฯ มาบตาพุด จังหวัดระยอง มาติดตั้งบริเวณพื้นที่จุดเกิดเหตุเพื่อตรวจหาค่า ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซต์ (CO2) ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซต์ (SO2) ก๊าซออกไซต์ของไนโตรเจน (Nox) และ 1, 3-บิวทาไดอีน ซึ่งค่าที่ตรวจวัดได้สอดคล้องใกล้เคียงกัน ค่าทั้งหมดยังไม่เกินมาตรฐานเฝ้าระวัง และจะทำการตรวจสอบ เฝ้าระวังคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 วัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับชุมชนที่อยู่โดยรอบพื้นที่ดังกล่าว 

เรื่องที่กรมมลพิษต้องฟัง


ที่บ้านเกาะ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ที่หลายคนเรียกติดปากว่าเมืองมหาชัย ถิ่นโรงงานแดนอุตสาหกรรม ทำภาษีเงินได้ให้กับประเทศชาติปีละมากมายมหาศาล นั่นคงเป็นเรื่องที่ดี เพราะมีเงินทองเข้ามาแบ่งเบา เป็นภาษีช่วยพัฒนาชาติบ้านเมืองของเรา

และไม่ว่าที่ไหนหรือที่นั่น เมืองมหาชัย ก็มีกฎหมาย กฎเกณฑ์ หรือกติกาเป็นหนึ่งเดียวทั้งประเทศ คือการทำมาหากิน หรือประกอบกิจการอุตสาหกรรมใดๆ ต้องไม่ไปรบกวนชาวบ้าน ที่พักอาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง ต้องให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขและปลอดภัย


แต่ที่หนึ่ง หมู่บ้านที่ ต.บ้านเกาะ ถนนเรียบคลองแนวลิขิต ที่แยกมาจากถนน สี่วาพาสวัสดิ์-วัดพันธุวงษ์ เมื่อแยกเข้ามามีโรงงานใหญ่ เนื้อที่หลายไร่ ประกอบอุตสาหกรรมรีไซเคิลน้ำมันเครื่อง มีเครื่องจักรขนาดใหญ่ทำงานเสียงครางฮือๆ มีสารที่ผสมกับน้ำมัน ลอยตัวออกมานอกโรงงานเหม็นคลุ้งนานหลายสิบปี และชาวบ้านได้รวมตัวกันไปร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง


เขียนเป็นเอกสารยื่นผ่านหลายหน่วยงาน ไม่ว่างานอนามัยและสิ่งแวดล้อม อบต.บ้านเกาะ หรืออุตสาหกรรมจังหวัด และที่สำคัญยังผ่านผู้ว่าฯ ของเมืองนั้นหลายคน หลายยุค ไม่มีใครดลบันดาล หรือตรวจสอบกันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องรถบรรทุกหลายล้อ หรือสิบล้อ ที่มีแคบซูลขนาดใหญ่ วิ่งเข้า-ออกโดยไม่เลือกเวลาว่ายามไหน หรือดึกดื่นแค่ไหน


สุดท้ายทุกเรื่องที่ดำเนินการของชาวบ้านย่านหมู่ 1 ต.บ้านเกาะ ไม่มีผลตอบสนองเลย และโรงงานดังกล่าวยังคงเปิดทำการ ส่งกลิ่นไม่เว้นแต่ละวัน หลายคนบ่นจนเบื่อ


บางคนไปไม่เป็น ทำไม่ถูก เลยโทษเวรโทษกรรมว่าเป็นบาปเคราะห์มาแต่ชาติปางก่อน ถึงต้องมาอยู่ร่วมกับยักษ์กับมาร


เมื่อปลายปี 57 กลางดึกของคืนวันหนึ่ง เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ชิ้นส่วนของเตากระเด็นกระดอนออกมานอกโรงงานด้านทิศใต้


หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรีฑาทัพเข้าตรวจสอบ และยืนยัน นอนยันว่าต้องปิดโรงงานนี้ ในระหว่างนั้นได้มีผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้สัมภาษณ์ขณะเพลิงไหม้ชาวหมู่ 1 ยังจำได้ไม่เคยลืม มีค็อปเตอร์ของสถานีโทรทัศน์หลายช่องบินวนถ่ายภาพทางอากาศ ชาวบ้านดีใจว่าโรงงานนี้จะลาขาด พ้นทุกข์ กันเสียที...


ผ่านมาไม่ถึงเดือน เสียงเดินเครื่องก็สนั่นหวั่นไหวอีกรอบ หวาดผวาต่อมาจนทุกวันนี้ แต่เรื่องเศร้าที่หลายคนเล่าให้ฟัง ด้วยความขมขื่นว่า วันนั้นหลังเดินเครื่อง มีคนใหญ่คนโตของเมืองมหาชัย เดินทางมาพบชาวบ้านร้านกาแฟ ถามว่าโรงงานนี้เดินเครื่องอีกแล้วหรือ เมื่อชาวบ้านยืนยันตรงกัน ก็ผลุบหายเข้าไปในโรงงานเหมือนอดีต สิ่งที่วันนี้ชาวบ้านหมู่ 1 ต.บ้านเกาะ อ.เมืองมหาชัย ฝากมาวันนี้


ไม่ว่ากลิ่น ไม่ว่าเสียง ว่าวันไหนจะเกิดเหตุเพลิงไหม้ และระเบิดตูมตามกันอีกรอบ ต้องกรมมลพิษเท่านั้นจะช่วยคนที่นั่นได้ จริงหรือไม่จริง ท่านคือความหวังสุดท้าย และหลายคนขอบคุณล่วงหน้า

ครับทุกคนเกิดมาก็ต้องทำมาหากิน บางครั้งการทำงานด้วยความสุจริตก็ยังไม่วายไปสร้างความเดือดร้อนให้กับเพื่อนบ้านข้างเคียง


ทางที่ดีเร่งหาทางแก้ไขดีกว่า ด้วยความร่วมมือระหว่างเอกชนและราชการ


รัฐบาลกำลังสร้างความสุขให้ประชาชน เรามาร่วมมือกับรัฐบาลไม่ดีกว่าหรือ??

เครือข่ายป่าชุมชนลำปางเฝ้าระวังไฟป่า-หมอกควัน


ลำปาง/ เมื่อเร็วๆ นี้ เครือข่ายป่าชุมชนที่ขึ้นทะเบียน 200 กว่าแห่ง ในพื้นที่ 13 อำเภอ ของจังหวัดลำปาง กว่า 300 คน นำโดย นายสุมัย หมายหมั้น ประธานเครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดลำปาง รวมตัวกัน ที่บริเวณหลังเทินเขตติดต่อ อ.เกาะคา และ อ.สบปราบ เพื่อร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาสังคม รณรงค์ทำแนวกันไฟ ในพื้นที่เขตอุทยานดอยจง ซึ่งถือเป็นจุดที่เกิดไฟป่าเป็นประจำทุกปี โดยมี นายวีระเดช สมวรรณ ปลัดจังหวัดลำปาง ได้เป็นประธานในการรณรงค์ทำแนวกันไฟ 


นายวีระเดช กล่าวว่า ปัญหาหมอกควันและไฟป่า ได้สร้างผลกระทบต่อจังหวัดภาคเหนือตอนบนเป็นประจำทุกปี โดยจะมีสถานการณ์รุนแรงในช่วงตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือนมีนาคม เนื่องจากจังหวัดลำปางได้ส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อให้จังหวัดลำปางเป็นนครแห่งความสุข ในปี 2557 – 2558 จึงได้ประกาศให้ปัญหาหมอกควันไฟป่าในปีนี้เป็นวาระสำคัญของจังหวัดลำปาง เพื่อขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในจังหวัดร่วมมือกันป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน โดยขอความร่วมมืองดเผาในช่วงอากาศปิด และให้ประชาชนในทุกท้องที่เฝ้าระวัง หากพบเห็นไฟป่าในพื้นที่ให้แจ้งส่วนราชการและร่วมดับไฟป่าเพื่อไม่ให้ลุกลามเป็นวงกว้าง ส่งผลให้หมอกควันเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัยเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน เศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดลำปาง


นอกจากจะช่วยกันทำแนวกันไฟแล้ว เครือข่ายป่าชุมชน 13 อำเภอของจังหวัดลำปาง ยังได้มีมติร่วมกันที่จะช่วยเหลือหน่วยงานภาครัฐ จัดชุดลาดตระเวนดับไฟป่าในพื้นที่รับผิดชอบ และขอความร่วมมือประชาชน เกษตรกร งดการเผาทุกประเภท และช่วยกันเฝ้าระวังมิให้มีการเผาเกิดขึ้นในพื้นที่ของตนเอง เพราะจากปีที่ผ่านมาพบว่าปัญหาหมอกควันและไฟป่า ได้ส่งผลกระทบกับสุขภาพของประชาชน เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของจังหวัดลำปางเป็นประจำ พร้อมกันนี้จังหวัดลำปางมีแผนกำหนดช่วงวิกฤตหมอกควันไฟป่า ห้ามเผาโดยเด็ดขาด ในช่วง “คืนวันฟ้าใส อากาศบริสุทธิ์ให้ชาวลำปาง” ในระหว่าง วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 10 เมษายน 2558 หากพื้นที่ใดปล่อยปละละเลยจะมีมาตรการลงโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป
 

by ThaiWebExpert