หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

กฟผ.แม่เมาะ ติดตั้งหลอดผอมเบอร์ 5 ใน จ.ลำปาง ลดพลังงาน ลดค่าไฟ ลดก๊าซคาร์บอนฯ ลดโลกร้อน

ผู้เขียน: 
ทศพล วิจารณกรณ์

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันที่ 29 พฤษภาคม 2554

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ส่งเสริมประสิทธิภาพการใช้พลังงานติดตั้งหลอดผอมเบอร์ 5 ให้แก่ศาสนสถาน วัด มัสยิด และอาคารควบคุมภาครัฐในจังหวัดลำปาง จำนวน 18 แห่ง รวมทั้งสิ้น 15,080 หลอด ลดพลังงาน 600,000 หน่วยต่อปี ลดค่าไฟ 2 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 350 ตันต่อปี ลดปัญหาวิกฤติโลกร้อน

เมื่อปี 2551 กระทรวงพลังงานได้มอบหมายให้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ดำเนิน "โครงการส่งเสริมการใช้หลอดผอมเบอร์ 5" โดยใช้งบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อรณรงค์ให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน เปลี่ยนมาใช้หลอดผอมเบอร์ 5 (T5) ขนาด 28 วัตต์ ซึ่งเป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์ประหยัดไฟฟ้าที่ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงกว่าหลอด T8 โดยหลอด T5 มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 หุน (5/8 นิ้ว) จึงมีขนาดเล็กกว่าหลอด T8 ประมาณ 40% และประหยัดค่าไฟได้มากกว่าหลอดผอมเดิมถึง 30% ขณะที่ให้แสงสว่างเท่ากัน อีกทั้งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า เนื่องจากมีขนาดเล็กจึงใช้วัสดุในกระบวนการผลิตน้อยลง และมีสารปรอทไม่เกิน 5 มิลลิกรัมต่อหลอด ตามมาตรฐานเพื่อสิ่งแวดล้อม RoHS : Directive on the Restriction of the use of Hazardous Substances ซึ่งเป็นข้อกำหนดเรื่องการใช้สารที่เป็นอันตรายในอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของสหภาพยุโรป (EU)

หากประเทศไทยเปลี่ยนมาใช้หลอดผอมเบอร์ 5 ทั่วประเทศ จำนวน 160 ล้านหลอด ภายในระยะเวลา 5 ปี จะช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 2,400 เมกะวัตต์ ลดการใช้ไฟฟ้าประมาณ 7,000 ล้านหน่วยต่อปี คิดเป็นเงินค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้ 21,000 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งยังลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 4 ล้านตันต่อปี นับเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อสังคมและประเทศชาติในการลดการใช้พลังงานและบรรเทาภาวะโลกร้อน ฝ่ายปฏิบัติการด้านการใช้ไฟฟ้า กฟผ. ได้นำร่องโครงการส่งเสริมการใช้หลอดผอมเบอร์ 5 โดยในระยะแรกได้เน้นติดตั้งหลอดผอมเบอร์ 5 ในวัด มัสยิด และศาสนสถาน รวมทั้งในอาคารควบคุมภาครัฐทั่วประเทศ โดยไม่คิดค่าดำเนินการ

ในส่วนของจังหวัดลำปาง กฟผ.ได้มอบให้นายสมยศ ธีระวงศ์สกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า 2 และนางสุดารัตน์ สาสุนีย์ อำนวยการติดตั้งหลอดผอมเบอร์ 5 ในศาสนสถาน วัด มัสยิด และอาคารควบคุมภาครัฐ จำนวน 18 แห่ง แบ่งเป็นอาคารควบคุมภาครัฐ จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ ศาลากลางจังหวัดลำปาง, ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดลำปาง, มณฑลทหารบกที่ 32 ค่ายสุรศักดิ์มนตรี, มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง และโรงพยาบาลลำปาง ในส่วนของศาสนสถานติดตั้งหลอดผอมทั้งหมด 13 แห่ง อาทิ วัดพระธาตุลำปางหลวง วัดบุญวาทย์วิหาร มัสยิดอัลฟาลาฮฺ์ คริสตจักรเซเว่นเดย์แอ็ดเวนตีสลำปาง เป็นต้น รวมเป็นจำนวนหลอดทั้งสิ้น 15,080 หลอด ซึ่งจะสามารถลดการใช้พลังงานได้ 600,000 หน่วยต่อปี ประหยัดเงินค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 2 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 350 ตันต่อปี

และเมื่อวันศุกร์ที่ 29 เมษายน 2554 เวลา 09.30 น. ที่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดลำปาง (สวท.ลำปาง) อ.เมือง จ.ลำปาง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้มอบหลอดผอมเบอร์ 5 แก่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดลำปาง เพื่อสนับสนุนนโยบายประหยัดพลังงาน และส่งเสริมการเป็นแบบอย่างที่ดีต่อประชาชนในการใช้หลอดผอมเบอร์ 5 ของ กฟผ. โดยมีนางสายลดา สิทธิวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง เป็นผู้แทน กฟผ. มอบหลอดผอมเบอร์ 5 จำนวน 102 หลอด ให้แก่นางผ่องศรี ธานินทร์ธราธาร ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.ลำปาง)

นางสุดารัตน์ สาสุนีย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการด้านการใช้ไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวในวันมอบหลอดผอมเบอร์ 5 ให้แก่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดลำปางว่า "โครงการส่งเสริมการใช้หลอดผอมเบอร์ 5 ในระยะแรก เน้นติดตั้งหลอดผอมเบอร์ 5 ในศาสนสถาน วัด มัสยิด และอาคารควบคุมภาครัฐทั่วประเทศ ในส่วนของประชาชนทั่วไปอาจยังหาซื้อได้ไม่สะดวก และยังมีราคาสูง แต่ในอนาคตที่มีความต้องการทางการตลาดเพิ่มมากขึ้น บริษัทผู้ผลิตก็จะผลิตหลอดผอมเบอร์ 5 เพิ่มมากขึ้น ทำให้มีราคาถูกลง ในระหว่างนี้ประชาชนทั่วไปสามารถใช้หลอดตะเกียบกล่องสีเหลืองของ กฟผ. จำหน่ายในราคาประมาณ 55 บาท ตลอดจนเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและบรรเทาภาวะโลกร้อน"

และหากภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน เปลี่ยนจากการใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์ขนาด 36 วัตต์ มาใช้หลอดผอมเบอร์ 5 ขนาด 28 วัตต์ จะประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 30% โดยมีเป้าหมายทั้งสิ้น 18.5 ล้านหลอด ภายในปี 2556 ซึ่งจะช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดได้ 174.8 เมกะวัตต์ ลดพลังงานไฟฟ้าได้ 805 ล้านหน่วย และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 4 แสนตันต่อปี

ในระยะแรกได้เน้นติดตั้งหลอดผอมเบอร์ 5 ในวัด มัสยิด และศาสนสถาน รวมทั้งในอาคารควบคุมภาครัฐทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 3.5 ล้านหลอด เพื่อให้เป็นสถานที่ตัวอย่างในการใช้หลอดไฟประหยัดพลังงานแก่ประชาชนทั่วไป สำหรับสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดลำปาง ซึ่งมิได้เป็นอาคารควบคุม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และ กฟผ.แม่เมาะลำปาง พิจารณาเห็นว่า สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดลำปาง เป็นหน่วยงานหลักที่มีความสำคัญในการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข่าวสารและข้อมูลต่างๆ ให้แก่ประชาชนในจังหวัดลำปาง จึงได้ใช้งบประมาณของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ดำเนินการติดตั้งหลอดผอมเบอร์ 5 ให้แก่ทางสถานีฯ เป็นกรณีพิเศษจำนวน 102 หลอด ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว

นางสายลดา สิทธิวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการโรงไฟฟ้าแม่เมาะลำปาง ในฐานะประธานมอบหลอดผอม กล่าวว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้ผลิตและจัดหาพลังงานไฟฟ้าให้กับประเทศ ตระหนักดีถึงสถานการณ์พลังงานที่นับวันจะวิกฤติมากขึ้นทุกที ดังนั้นตลอดระยะเวลากว่า 18 ปีที่ผ่านมา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จึงดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนเกิดจิตสำนึกในคุณค่าของพลังงาน และร่วมมือกันใช้อย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพในทุกภาคส่วน ปัจจุบันหลอดผอมเบอร์ 5 เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยกำลังรณรงค์ให้มีการใช้งานทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงานของประเทศและลดภาวะโลกร้อน โดยได้ดำเนิน "โครงการส่งเสริมการใช้หลอดผอมเบอร์ 5" ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน

สำหรับการเปลี่ยนหลอดผอมเบอร์ 5 โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มอบให้สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จำนวน 102 หลอดนั้น จะส่งผลให้สถานีสามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ประมาณ 10,000 หน่วยต่อปี ประหยัดค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 37,000 บาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ประมาณ 5.8 ตันต่อปี ซึ่งการมอบหลอดผอมเบอร์ 5 ให้แก่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดลำปาง ในครั้งนี้ นับเป็นการเริ่มต้นที่ดีที่ทางสถานีฯ จะเป็นต้นแบบและช่วยประชาสัมพันธ์เผยแพร่ให้แก่หน่วยงานทั้งภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม ในการเปลี่ยนมาใช้หลอดผอมเบอร์ 5 เพื่อบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อน และเป็นการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่าสมดังเจตนา ช่วยเรา ช่วยโลก ต่อไป

และในส่วนของทีมงานแผนกประชาสัมพันธ์โรงไฟฟ้าแม่เมาะ นำทีมโดย นายเดชณรงค์ สุริยะ หน.แผนก นางนันทกานต์ วาเล็กบุตร นายศราวุธ ศิริธร และ น.ส.พจนีย์ ปะมา ก็บอกว่า ทีมงานประชาสัมพันธ์ยินดีที่จะเป็นสื่อกลางในการประสานงานให้กับหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดลำปางที่จะประสานงานมาในเรื่องเกี่ยวกับหลอดผอมนี้ และพร้อมที่จะเผยแพร่ผลงานการประชาสัมพันธ์ของ กฟผ.แม่เมาะลำปางให้กว้างขวางเพื่อรองรับอำนวยความสะดวกให้กับหน่วยงานต่างๆ ที่อยู่ในเงื่อนไขของการมอบหลอดผอมที่ได้ติดต่อมาด้วยความยินดีอย่างยิ่ง

ใช้หลักการสหกรณ์บริหารจัดการขยะชุมชน

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันที่ 26 พฤษภาคม 2554

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ทุกวันนี้ขยะกำลังเป็นปัญหาที่กระทบต่อประเทศไทยโดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป มีการใช้พลาสติกบรรจุสินค้ามากขึ้น ซึ่งความเป็นจริงพลาสติกเหล่านี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่ในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 แต่มีการนำกลับมาใช้ใหม่เพียงร้อยละ 22 เท่านั้น
เพื่อเป็นการช่วยรักษาสภาวะแวดล้อม ประชาชนทุกคนจึงควรมีส่วนร่วมในการลดขยะโดยเริ่มจากตนเอง ครอบครัว โดยเฉพาะในระดับชุมชนที่ควรมีการบริหารจัดการในการแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นระบบ

สำหรับสหกรณ์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่สหกรณ์ตั้งอยู่นั้น ก็ควรมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือและพัฒนาชุมชน โดยส่งเสริมแนะนำให้สมาชิกและชุมชนได้รู้ เข้าใจ และตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากขยะ พร้อมกับการสร้างจิตสำนึกให้แก่สมาชิกและชุมชนให้มีความรับผิดชอบในการรักษาความสะอาดทั้งในบ้าน สถานที่ทำงาน หรือที่สาธารณะอื่นๆ รู้จักทิ้งขยะมูลฝอยลงในภาชนะที่ได้เตรียมไว้ เพื่อความสะดวกในการคัดแยก และเพื่อประโยชน์ในการนำกลับมาใช้ใหม่

ทั้งนี้แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการของสหกรณ์ในข้อ 7 ที่เกี่ยวกับการเอื้ออาทรต่อชุมชน จึงได้ดำเนินโครงการกิจกรรมธนาคารขยะ ซึ่งเป็นแนวทางในการบริหารจัดการขยะโดยใช้ระบบปันผลของสหกรณ์มาโน้มน้าวจิตใจให้ประชาชนแยกขยะก่อนทิ้งมากขึ้น ซึ่งเริ่มตั้งแต่การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการคัดแยกขยะ ตั้งแต่ระดับบุคคล ครัวเรือน และชุมชน รณรงค์พร้อมสร้างจิตสำนึกให้สมาชิกสหกรณ์เห็นความสำคัญของการลดและใช้ประโยชน์จากขยะมูลฝอย ภายใต้จิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสภาวะแวดล้อมและผลประโยชน์ที่สมาชิกพึงจะได้รับ

ทั้งนี้ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์จะมีรณรงค์เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยให้สหกรณ์ที่มีความพร้อมจัดทำโครงการการลดและใช้ประโยชน์จากขยะ ที่เป็นความร่วมมือของสมาชิกสหกรณ์ เช่น การบริหารจัดการเกี่ยวกับสถานที่รับฝากขยะและวัสดุเหลือใช้ การหมักปุ๋ย การทำปุ๋ยน้ำชีวภาพ หรือเปิดตลาดนัดขยะรีไซเคิล การจำหน่ายสินค้ารีไซเคิล การแปรรูปสินค้ารีไซเคิล เป็นต้น รวมถึงประชาสัมพันธ์กิจกรรมดังกล่าวให้สาธารณชนได้ทราบอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

"ขยะที่สามารถนำมารีไซเคิลได้อีกก็จะมีแก้ว พลาสติก โลหะ และอะลูมิเนียมเหล่านี้ หากสหกรณ์สร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่สมาชิกและคนในชุมชนให้รู้จักการทิ้งและคัดแยกอย่างเป็นระบบก็จะช่วยให้บ้านเรือนและชุมชนมีความสะอาด สิ่งแวดล้อมในชุมชนก็จะมีสุขลักษณะที่ดีขึ้น นอกจากนี้ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ยังมีแนวทางที่จะให้สหกรณ์ที่มีความพร้อมทำการจัดตั้งศูนย์วัสดุรีไซเคิลของสหกรณ์ขึ้นมา พร้อมทำบัญชีฝาก-ถอนของสมาชิกสหกรณ์ เพื่อให้สมาชิกนำขยะมาขายและฝากเงินกับสหกรณ์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นสมาชิกให้เข้าร่วมในกิจกรรมนี้มากขึ้น" นายสมชาย ชาญณรงค์กุล กล่าว

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ได้มีตัวอย่างการดำเนินงานในโครงการธนาคารขยะที่ประสบผลสำเร็จของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านน้ำอ้อม ต.เขาสามสิบ อ.ขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2/2553 ที่ผ่านมา โดยนักเรียนได้สมัครเป็นสมาชิกของธนาคารขยะฯ และนำขยะมาฝากที่ธนาคาร ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของธนาคาร ทำการคัดแยกและชั่งน้ำหนักขยะ พร้อมคำนวณเป็นเงินแล้วบันทึกลงสมุดคู่ฝาก ทำให้เด็กนักเรียนมีรายได้ใช้เป็นทุนหมุนเวียน และจัดตั้งเป็นกองทุนเพื่อการศึกษาให้กับนักเรียนอีกด้วย

"กิจกรรมธนาคารขยะทำให้นักเรียนในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านน้ำอ้อมมีวินัยในการทิ้งขยะ สามารถแยกประเภทขยะที่ทิ้งได้ และทำให้เกิดการออมทรัพย์จากเงินที่ได้ในการขายขยะให้แก่ธนาคารขยะ ซึ่งสามารถลดปริมาณขยะในโรงเรียน พร้อมรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม และลดแหล่งเพาะเชื้อโรคด้วย นับเป็นกิจกรรมที่เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมสำหรับการบริหารจัดการขยะด้วยวิธีการสหกรณ์ได้เป็นอย่างดี" นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

กปน.ให้ทุนชุมชน อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

โดย บ้านเมืองออนไลน์ วันที่ 26 พฤษภาคม 2554

กปน. จับมือโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNDP) สนับสนุนเงินทุนปีละ 5 ล้าน เป็นเวลา 4 ปี เพื่อชาวชุมชนลุ่มน้ำเจ้าพระยา-แม่กลอง อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน

นายเจริญ ภัสระ ผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ กปน. และ UNDP ได้ร่วมลงนามในประกาศเจตนารมณ์ ภายใต้โครงการรวมใจรักษ์น้ำ (“Water for People” Partnership: Small Grants Programme) เมื่อวันที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อสนับสนุนชุมชนในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง ให้มีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรน้ำ รวมทั้งมีแนวทางการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างสัมฤทธิ์ผล โดย กปน.จะให้การสนับสนุนเงินทุนแก่โครงการนี้ต่อเนื่องเป็นเวลา 4 ปี ด้วยงบประมาณปีละ 5 ล้านบาท และคาดว่าจะให้ความช่วยเหลือได้ไม่น้อยกว่าปีละ 5 ชุมชน

ผู้ว่าการการประปานครหลวงกล่าวว่า อย่างไรก็ตามเมื่อในวันที่ 25 พ.ค.54ที่ผ่านมาได้มีพิธีลงนามในสัญญาทุกฉบับระหว่าง กปน. กับ นายยูชเว ชเว รักษาการผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย ณ ที่ทำการองค์การสหประชาชาติ (UN) ถนนราชดำเนิน ทั้งนี้สำหรับชุมชนที่มีแนวคิดที่ดีในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สามารถเสนอโครงการเพื่อขอรับเงินสนับสนุนผ่านทาง UNDP จากนั้น กปน. และ UNDP จะร่วมกันพิจารณาให้การสนับสนุนในโครงการที่มีประโยชน์ต่อชุมชนมากที่สุด พร้อมทั้งติดตามผลการดำเนินงานและความก้าวหน้าของโครงการ เพื่อให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เป็นการขยายเครือข่ายการอนุรักษ์น้ำได้อย่างเข้มแข็ง รวมทั้งส่งผลให้น้ำดิบเพื่อการผลิตน้ำประปามีคุณภาพดียิ่งขึ้นด้วย

คอลัมน์: ประหยัดพลังงานลดโลกร้อน: ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ หนึ่งวิธีลดโลกร้อน

โดยหนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันที่ 16 พฤษภาคม 2554

การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเป็นหนึ่ง ในหลายๆ วิธี ที่สามารถช่วยลดโลกร้อนได้ เป็นอย่างดี และหนึ่งในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพนั้นคือ การใช้หลอดผอมเบอร์ 5 ที่ใช้ไฟฟ้าเพียง 28 วัตต์ แทนหลอดผอมเดิมที่ใช้ไฟ 36 วัตต์ เราก็จะสามารถประหยัดการใช้ไฟาได้ถึง ร้อยละ 30 โดยมีคุณภาพแสงสว่างเท่าเดิม ทั้งนี้หากมีการใช้ หลอดผอมเบอร์ 5 ทั่วประเทศ จำนวน 160 ล้านหลอด จะสามารถช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าภายในประเทศได้ถึง 2,400 เมกะวัตต์ หรือ 7,000 ล้านหน่วย/ปี คิดเป็นเงินที่ประหยัดค่าไฟได้ถึง 21,000 ล้านบาท/ปี และช่วยลดการนำเข้าเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้าได้ถึงปีละ 21,000 ล้านบาท ที่สำคัญยังช่วยลด การปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 4 ล้านตัน/ปี อีกด้วย

หวั่นโลกร้อนกระทบการค้าไทย

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันที่ 12 พฤษภาคม 2554

นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวภายหลังการเปิดงานสัมมนา เรื่อง "การค้าและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" ว่า ปัจจุบันประเทศพัฒนาแล้วได้ริเริ่มมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) เพื่อบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือปัญหาโลกร้อน ซึ่งอาจจะส่งผลให้มีการจัดเก็บภาษีนำเข้าพิเศษสำหรับสินค้าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะทำให้ต้นทุนในการประกอบธุรกิจของประเทศผู้ส่งออกโดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน และอาจมีลักษณะเป็นการกีดกันทางการค้า ซึ่งสินค้าเกือบทุกกลุ่มจะต้องเร่งปรับตัว ทั้งกลุ่มอาหาร กลุ่มเสื้อผ้า และเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น

ทั้งนี้ กรมฯ ได้มีการศึกษาวิเคราะห์และกำหนดนโยบายในการรับมือกับมาตรการต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นการรับมือกับมาตรการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการป้องกันโลกร้อน รวมทั้งได้ดำเนินการผลักดันให้ภาครัฐและเอกชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับการค้า และการกำหนดกฎเกณฑ์ทางการค้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) เพราะล้วนแต่มีผลกระทบกับไทยแทบทั้งสิ้น นอกจากนี้ ประเด็นปัญหาโลกร้อนยังเป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในประชาคมโลกอย่างกว้างขวาง จนทำให้เกิดการร่วมมือกันภายใต้กรอบสหประชาชาติ คือ การจัดทำอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อร่วมกันป้องกันและบรรเทาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ จากปัญหาโลกร้อนด้วย

รายงานพิเศษ: รมว.ทส.ชี้แก้ปัญหากัดเซาะต้องแก้เรื่องกระแสน้ำในอ่าวไทย จับมือนานาชาติบูรณาการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

โดยหนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันที่ 9 พฤษภาคม 2554

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมกับ United Nations Environment Programme/Coordinating Body on the Seas of East Asia (UNEP/COBSEA) เปิดเวทีระดมสมอง จัดการประชุมวิชาการนานาชาติด้านการกัดเซาะชายฝั่ง บูรณาการความร่วมมือกับนานาประเทศที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง โดยมี นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม Dr.Hak-So Kim ประธานสถาบันทางทะเล สาธารณรัฐเกาหลี และ Dr.Young-Woo Park ผู้แทนจากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ สำนักงานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ร่วมเป็นประธานการเปิดสัมมนา ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ เมื่อวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา

นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า ปัญหาการเพิ่มระดับน้ำของมหาสมุทร จากการสูงขึ้นของอุณหภูมิโลกนับเป็นปัญหาใหญ่ของโลกในปัจจุบัน แต่สาเหตุสำคัญของปัญหานี้ก็คือมนุษย์ จากการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืนและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่ถูกวิธี ทำให้ระบบนิเวศชายฝั่งได้รับผลกระทบ เกิดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งและการชะล้างหน้าดิน ซึ่งผลกระทบเหล่านี้ได้ย้อนกลับมาหามนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการทำประมงชายฝั่ง และการท่องเที่ยว ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อคุณภาพชีวิต ระบบเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมของประเทศด้วย

การจัดสัมมนาวิชาการนานาชาติด้านการกัดเซาะชายฝั่ง ที่จัดขึ้นในครั้งนี้เพื่อรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก ทำให้มองเห็นว่าในแต่ละประเทศมีการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งและการป้องกันผลกระทบที่เกิดขึ้นได้อย่างไร รวมทั้งเรื่องของการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำในมหาสมุทรด้วย เพื่อนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้กับสภาพปัญหาของประเทศไทย

รมว.ทส. กล่าวต่อว่า ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งนี้เป็นเรื่องที่น่าห่วง เพราะเมื่อเราแก้จุดหนึ่งแล้วก็ยังสามารถส่งผลกระทบไปอีกจุดหนึ่งได้ และจากที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในหลายพื้นที่ พบว่าสิ่งก่อสร้างที่ยื่นลงไปในทะเลได้ส่งผลกระทบมากมายต่อระบบนิเวศ และการเกิดการไหลเวียนของตะกอนทราย ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขไม่รู้จักจบสิ้น

การพัฒนาในรูปแบบที่ไม่ยั่งยืน ไม่เป็นระบบ และไม่มีการศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น จะทำให้มีผลกระทบต่อระบบนิเวศได้ ขณะนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ทำการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ในเรื่องของผลกระทบดังกล่าว แต่ก็ยังเป็นการทำ EIA เฉพาะที่ แต่ในระยะยาวหากยังไม่ดูแลในเรื่องของกระแสน้ำในอ่าวไทย ปัญหานี้ก็จะไม่จบสิ้น ตัวอย่างที่แหลมตะลุมพุกที่ได้มีการเรียกร้องที่จะอพยพโยกย้ายออกมาจากพื้นที่ ซึ่งต้องการให้ทางรัฐบาลจัดการแก้ไขให้

"การปักไม้ไผ่เพื่อการแก้ไขปัญหาก็เป็นกระบวนการเรียนรู้อีกแบบหนึ่งที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้จัดทำ ในเรื่องของการปลูกป่าชายเลนเทียมที่เราไม่มุ่งเน้นการปลูกป่าชายเลนในลักษณะแบบเป็นแถวเป็นแนวเพราะไม่สามารถป้องกันได้ และต้นไม้ที่เพิ่งปลูกก็จะล้มไปด้วย และมันจะทำให้เกิดการกัดเซาะอยู่ดี ฉะนั้นการปลูกป่าชายเลนเทียมต้องปลูกแบบผสมผสานกันระหว่างการปักไม้ไผ่ และการปลูกพันธุ์ไม้ป่าชายเลนคือปลูกในรูปแบบธรรมชาติ ไม่เป็นแถวเป็นแนวเพื่อที่จะทำให้ระบบนิเวศได้ฟื้นตัวขึ้นมา แต่หัวใจสำคัญคือเรื่องการใช้ที่ดินชายฝั่ง เพราะตะกอนจากปากแม่น้ำนั้นจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศชายฝั่ง ผมจึงได้พูดในที่ประชุมว่าเราต้องไม่มองเฉพาะชายฝั่งแต่เราต้องมองไปยังกลางน้ำและต้นน้ำด้วย การสัมมนาครั้งนี้ก็เท่ากับว่าได้นำความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ของผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านมารวมกันแล้วนำมาหาคำตอบในภาพรวมเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต่อไป" นายสุวิทย์ กล่าว ด้าน นายเกษมสันต์ จิณณวาสโส อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวต่อว่า การสัมมนาในครั้งนี้ สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2551 เห็นชอบให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานหลักในการปฏิบัติงานบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งให้สัมฤทธิ์ผลอย่างเป็นรูปธรรม ตามแผนยุทธศาสตร์การจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง และมติคณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2552 เรื่องแนวทางการบูรณาการการจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะของประเทศ เห็นชอบให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งดำเนินการจัดประชุมทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค เพื่อเป็นเวทีระดมสมองและนำเสนอข้อมูลวิชาการ ที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและระหว่างประเทศให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยี มาตรการ และวิธีการใหม่ๆ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมาได้มีการลงพื้นที่ไปศึกษาดูงานการปักไม้ไผ่เพื่อเร่งการตกตะกอนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง และการช่วยเหลือกล้าไม้ขนาดเล็ก ณ ตำบลโคกขาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร และการดำเนินการสร้างเขื่อนกันคลื่น (Breakwater) รอดักทราย (Groin) หน้าชายฝั่งอุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร และเขื่อนกันทรายปากร่องน้ำ (Jetty) บริเวณปากคลองบางตราน้อย ณ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี นอกจากนี้ ทช.ยังได้รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการสัมมนาวิชาการนานาชาติด้านการกัดเซาะชายฝั่งเมื่อ วันที่ 28-29 เม.ย.ที่ผ่านมา ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ ซึ่งมีการบรรยายจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้งใน และต่างประเทศ การสัมมนากลุ่มย่อยจากทุกภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง โดยมีผู้เข้าประชุมประกอบด้วย กลุ่มประเทศสมาชิก COPSEA อาทิ ออสเตรเลีย กัมพูชา จีน อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์สิงคโปร์ ไทย และ เวียดนามประเทศละ 2 คน และผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ประมาณ 250 คน

สำหรับเป้าหมายของการจัดการประชุมเพื่อเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือในการจัดการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในระดับประเทศและนานาชาติ เพื่อการแลกเปลี่ยนความรู้ในการจัดการปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งของทั่วโลก และนำองค์ความรู้ที่ได้รับมาจัดทำนโยบายและแนวทางในการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในสถานการณ์ต่างๆ สำหรับประเทศไทย และเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นได้มีองค์ความรู้ในเรื่องการบริหารจัดการการกัดเซาะชายฝั่ง และบริหารจัดการในแนวทางเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

เรียนรู้'รอยเท้าคาร์บอน'สู่ปฏิบัติการ'ของเสียเหลือศูนย์' ในค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า รุ่นที่ 35-36

โดย หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันที่ 3 พฤษภาคม 2554

วิกฤติภัยแล้ง อุทกภัย วาตภัย แผ่นดินถล่ม แผ่นดินไหว รวมไปถึงโรคระบาดใหม่ๆ ล้วนเป็นผลกระทบของการดำเนินกิจกรรมของมนุษย์ที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ก๊าซเรือนกระจกถูกปล่อยเข้าไปสู่ชั้นบรรยากาศมากเกินความพอดี... อันเป็นสาเหตุของสภาวะโลกร้อน

วันนี้ คงเป็นเรื่องยากที่จะแก้ไขในทันทีทันใด สิ่งที่ทำได้ คือ ช่วยกันชะลอจุดวิกฤติของสภาวะโลกร้อนออกไป ด้วย "จิตสำนึก" รับผิดชอบของทุกคน ทุกฝ่ายเป็นเวลากว่า 14 ปี ที่กลุ่มบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือเอ็กโก กรุ๊ป ได้ร่วมกับอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ดำเนินโครงการค่ายเยาวชน เอ็กโกไทยรักษ์ป่า เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้การใช้ชีวิตท่ามกลางห้องเรียนธรรมชาติอย่าง "ป่าต้นน้ำ" ซึ่งเป็นต้นทางพลังงานและต้นทางชีวิต ด้วยเป็นจุดเริ่มต้นของแม่น้ำลำธารที่เราใช้อุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน ซึ่งปัจจุบันมีเยาวชนที่ผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมแล้วกว่า 2,500 คน

สำหรับปีนี้ มีเยาวชนจากทั่วประเทศสมัครและแสดงความคิดเห็น ในหัวข้อ "เราจะช่วยโลกนี้ได้อย่างไร" เพื่อร่วมคัดเลือกเข้าร่วมโครงการค่ายฯ รุ่นที่ 35-36 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึงกว่า 1,900 คน โดยเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกรุ่นละ 70 คน ได้ใช้เวลา 5 วัน 4 คืน ณ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำที่สำคัญและอุดมสมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทย ในการเรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกัน ผ่านการสร้างค่ายพักแรม การหุงหาอาหารที่ทุกกลุ่มจะต้องบริหารอาหารสดและแห้งที่ได้รับการแจกจ่ายให้พอเพียงสำหรับใช้ตลอดการฝึกอบรม เรียนรู้การดำรงชีพในป่า การดูดาวตามหลักวิชาดาราศาสตร์เพื่อการนำทางด้วยดวงอาทิตย์และดวงดาว การดูนกเบื้องต้น พร้อมๆ กับการสำรวจสิ่งมีชีวิตและศึกษาธรรมชาติอย่างใกล้ชิด โดยมีป่าและขุนเขาเป็นเสมือนห้องเรียน และมีสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติเป็นบทเรียน

สำหรับรุ่น 35 และ 36 ได้มีการเพิ่มเนื้อหาเรื่อง "รอยเท้าคาร์บอน หรือ Carbon Footprint" เพื่อให้น้องๆ ทุกคนตระหนักรู้และเข้าใจว่าการดำเนินกิจกรรมในชีวิตประจำวันตั้งแต่ตื่นนอน ล้างหน้า แปรงฟัน ทานอาหาร เดินทางไปโรงเรียน เรียนหนังสือ หรือแม้แต่เวลาเข้านอน รวมไปถึงการใช้เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ล้วนแล้วแต่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งสิ้น พร้อมๆ กับกิจกรรมกระตุ้นต่อมความคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะใช้ชีวิตประจำวันด้วยจิตสำนึกรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อที่จะทำให้เกิดรอยเท้าคาร์บอนน้อยที่สุด

จากแนวคิดรอยเท้าคาร์บอน จึงเข้าสู่ปฏิบัติการง่ายๆ ที่สามารถทำได้จริงในค่ายเยาวชนฯ ตลอด 5 วัน 4 คืน เริ่มตั้งแต่การงดใช้อุปกรณ์สื่อสาร การกินการอยู่ภายใต้แนวคิด "ของเสียเหลือศูนย์ หรือ Zero Waste" อาทิ การใช้ผ้าเช็ดปากแทนกระดาษทิชชู่ การใช้กระบอกน้ำแทนขวดน้ำพลาสติก หรือการเตรียมอาหารให้พอดีและรับประทานให้หมดในแต่ละมื้อ

ความยากลำบากและไม่สะดวกสบาย ตั้งแต่การงดใช้อุปกรณ์และเครื่องมืออำนวยความสะดวกต่างๆ การนอนเต็นท์ท่ามกลางอากาศแปรปรวนจากสายฝนที่ตกหนักสู่อากาศหนาวเย็นเพียง 6 องศา หรือการเดินเท้าเข้าป่าบนเส้นทางที่ลาดชันและบางช่วงทำมุมเกือบตั้งฉาก กลับไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด หากสิ่งที่สะท้อนให้เห็น คือ การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น ลดความเห็นแก่ตัวลง ใส่ใจและสนใจคนรอบข้างมากขึ้น ช่วยเหลือและแบ่งปันซึ่งกันและกัน และที่สำคัญ คือ ได้เห็น "คุณค่า" ของสิ่งที่เราเรียกว่า "ทรัพยากรธรรมชาติ" อย่างแท้จริง

"ผมรู้สึกตื้นตันใจกับธรรมชาติครับ มันน่าสนใจและน่าค้นหามาก และผมก็ได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง พี่ๆ ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการรักษาป่า การดำรงชีวิตในป่า การใช้ชีวิตแบบพอเพียง ซึ่งทำให้ผมมีความรู้สึกว่าความพอเพียงมันเป็นอะไรที่สมดุลครับ มันไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป แล้วก็สามารถอยู่ได้. ถ้าผมออกไปจากค่ายก็จะเอาความรู้ที่ได้รับ ประสบการณ์ที่มี ไปแบ่งปันให้กับน้องๆ แล้วก็ปลูกฝังจิตสำนึกให้เขา ให้พวกเขาได้รู้จักป่า รู้จักธรรมชาติที่แท้จริง เข้าถึงแก่นแท้ของธรรมชาติว่าธรรมชาติให้อะไรกับเราบ้างและให้เรามากแค่ไหน" วุฒิภัทร์ มาตระกูล หรือน้องตี้ จากโรงเรียนกาวิละวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ กล่าว

"ได้มาค่ายนี้ทำให้เห็นอะไรหลายๆ อย่าง ทำให้รู้ว่าป่าดีกว่าบ้าน ดีกว่าเมืองที่เราอยู่เยอะแยะ และมีสิ่งที่เราไม่เคยรู้ มีบทเรียนต่างๆ ที่เราไม่เคยเห็น รวมถึงเรื่องบางเรื่องที่ได้แต่ฟังอาจารย์เล่าหรือสอนจากตำรา ก็ได้มาเห็นมาสัมผัสที่นี่ครับ มันทำให้เรารู้ว่าความรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน บนเขาบนป่าก็เป็นห้องเรียนได้อย่างดีทีเดียว" วรากร พงษ์ประเทศ หรือน้องเบลล์ จากโรงเรียนปราจีนกัลยาณี จังหวัดปราจีนบุรี กล่าว

ขณะที่ ณพณัฐ วิเศษรัตน์ หรือน้องหนอน ตัวแทนเครือข่ายเยาวชนเอ็กโก กรีนบลัด (EGCO Green Blood Youth Network) ซึ่งเคยผ่านค่ายเยาวชนฯ มาแล้วในรุ่นที่ 36 แต่ครั้งนี้มาในบทบาทของพี่เลี้ยงค่ายฯ เปิดใจว่า "ถึงแม้ว่าจะลำบาก เราก็มีความสุขที่เราได้ทำมัน เพราะว่าสิ่งที่เราทำ เป็นการฝึกฝนตัวเอง เป็นการทำเพื่อธรรมชาติ และก็รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่เราได้ทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อสังคม เพื่อโลก เพราะว่าในอนาคตเราจะต้องเป็นอนาคตของโลก ถ้าเราไม่รู้จักที่จะดูแลรักษาสิ่งที่มีประโยชน์ต่อคนส่วนมากไว้ แล้วต่อไปเราจะอยู่กันได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะอยู่โดยปราศจากป่าและต้นน้ำ เพราะน้ำเป็นสิ่งสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิด"

"ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า" ได้ทำหน้าที่ปลูกต้นจิตสำนึกลงไปในใจเยาวชนแล้ว หลังจากนี้ คงเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะร่วมดูแลรักษาต้นกล้าให้เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ แผ่กิ่งก้านสาขา ผลิดอกออกผลไปทั่วสังคมไทย โดยมีสัมพันธภาพที่ก่อตัวขึ้น ณ ป่าต้นน้ำสูงสุดของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์นี้ เป็นสายใยที่เชื่อมโยงเยาวชนเข้าไว้ด้วยกัน และเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างกลุ่มเยาวชนและผู้คนในสังคม เพื่อร่วมกันชะลอวิกฤติสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่ยังคงเหลืออยู่ เพื่อโลกใบนี้ที่เป็นบ้านของเราต่อไป

ระดมความคิดนักวิทย์หัวกะทิ เตรียมรับภาวะโลกร้อน และวิกฤติขาดแคลนข้าวปลาอาหาร

โดย หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันที่ 2 พฤษภาคม 2554

"วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในอนาคต" คือหัวข้อการอภิปรายพิเศษ สำหรับการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเยาวชน ครั้งที่ 6 หรืองาน วทท. เพื่อเยาวชน ครั้งที่ 6 ที่ผ่านมาเมื่อเร็วๆ นี้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา จัดโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

สำหรับผู้ร่วมอภิปรายคือ รศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ผศ.ดร.ยอดเยี่ยม ทิพย์สุวรรณ์ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย หัวหน้าห้องปฏิบัติการระบบนำส่ง ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช. ) เจ้าของรางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ พ.ศ.2553

ข่าวการเกิดแผ่นดินไหว และสึนามิในญี่ปุ่น สะท้อนเห็นให้ว่าโลกของเรามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตามความเห็นของ ผศ.ดร.ยอดเยี่ยม ทิพย์สุวรรณ์ ในขณะที่ประเทศไทยเองเคยเกิดสึนามิมาแล้ว ดังนั้นสิ่งที่ต้องทบทวนคือ การดูแลเรื่องระบบการเตือนภัยให้ดีกว่านี้ ในอนาคตอีกเรื่องหนึ่งที่น่าเป็นห่วงไม่น้อยกว่ากันคือ การที่ประชากรทั่วโลกจะเพิ่มมากขึ้น ปี พ.ศ.2554 มีรายงานว่ามีประชากรถึง 7,000 ล้านคน และจะมีอัตราการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ "ความมั่นคงทางอาหาร" ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์ชีวภาพจะต้องคิดค้นงานวิจัยเพื่อเตรียมรับมือกับเรื่องนี้ในอนาคต

ด้าน รศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร กล่าวว่า ในฐานะของนักปรับปรุงพันธุ์ข้าวนั้น มองว่าในอนาคตจะเกิดความเปลี่ยนแปลงในหลายส่วน ทั้งน้ำ อากาศ ดังนั้น สิ่งที่นักปรับปรุงพันธุ์จะต้องทำคือ จะทำอย่างไรจึงจะแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหารทั่วโลก ภาวะโลกร้อนที่จะเกิดขึ้นทำให้มีการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งสำหรับพืชแล้วจะทำให้ประสิทธิภาพการสะท้อนแสงดีขึ้น ดังนั้น จึงมีการคาดการณ์ว่าผลผลิตโดยรวมจะเพิ่มขึ้น แต่คาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นนี้จะไปมีผลต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้น ซึ่งมีคำถามตามมาว่า จะมีผลกระทบต่อผลผลิตของพืชหรือไม่?

สาเหตุที่สองคือ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศแบบฉับพลัน ซึ่งเราได้พบเห็นอยู่ในเดือนมีนาคม ที่จู่ๆ ก็มีอากาศเย็นเข้ามา ทำให้เราต้องสูญเสียข้าวอีกหลายแสนตัน เพราะอากาศเย็นทำให้การผสมเกสรข้าวไม่ติด นี่คือปัญหาที่เราต้องเผชิญในปัจจุบัน แต่ในอนาคตข้างหน้าจะเผชิญกับอุณหภูมิโลกสูงขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกละลาย อุณหภูมิน้ำทะเลจะสูงขึ้นด้วย โดยประเทศไทยเราจะต้องเจอกับ น้ำเค็มที่มาผสมกับน้ำจืด จนกลายเป็นน้ำกร่อย ซึ่งบ้านเราปลูกข้าวเป็นหลักทำให้เหลือพื้นที่สำหรับปลูกข้าวน้อยลง ซึ่งโอกาสที่จะเกิดการกลายพันธุ์ของข้าวเพื่อปรับตัวตามสภาพภูมิอากาศนั้นมีน้อยมาก ดังนั้น จึงต้องมีการปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้เหมาะกับสภาพภูมิอากาศที่จะเปลี่ยนแปลงไป

รศ.ดร.อภิชาติ คาดการณ์ถึงผลกระทบกับเกษตรกรไทยในอนาคตว่า สภาวะน้ำกร่อยนั้นจะท่วมขังพื้นที่ลุ่มภาคกลางทำให้สูญเสียพื้นที่ปลูกข้าวเป็นล้านไร่ ความสมบูรณ์ของพันธุ์ข้าวจะลดลง เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ ทำให้ข้าวบางพันธุ์อาจจะสูญพันธ์ได้ เช่น การสูญเสียพันธุ์ข้าวปิ่นแก้วที่เคยเกิดขึ้นแล้ว รวมทั้งจะเกิดการระบาดของแมลงศัตรูพืชอย่างรุนแรง ซึ่งวันนี้เราเห็น การระบาดเพิ่มขึ้นแล้วของ "ตัวเพลี้ย" ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จะต้องเรียนรู้เรื่องของแมลงเพิ่มมากขึ้นด้วย อีกสภาวะที่ตามมาคือ การเกิดน้ำท่วมและแห้งแล้งฉับพลัน การปลูกข้าว 70% ต้องอาศัยน้ำฝน สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ปรับปรุงพันธุ์ทำอยู่ขณะนี้คือ กำลังทดลองเพื่อหาพันธุ์ข้าวที่ปลูกได้ในที่แล้ง

"จุดที่น้ำท่วมจุดแรกคือในเวียดนาม คาดว่าจะท่วมถึง 1 เมตร ส่วนในประเทศไทยจุดที่คาดว่าจะท่วมคือ พื้นที่ราบรังสิต กรุงเทพฯ อยุธยา ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าว สิ่งที่ผมกำลังทำคือ การย้อนกลับไปหาพันธุ์ข้าวดั่งเดิม ซึ่งต้องหาพันธุ์ข้าวที่ทนน้ำเค็มด้วย อย่างไรก็ตาม เราอาจจะปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้ทนกับสภาวะโลกร้อนได้ แต่ความสมบูรณ์อาจจะไม่เหมือนในปัจจุบัน" รศ.ดร.อภิชาติ กล่าว

ด้าน ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย นักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยีการนำส่งยีน เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังทำงานวิจัยเพื่อพัฒนาตัวระบบนำส่ง โดยร่วมมือกับศูนย์พันธุวิศกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ หรือไบโอเทค เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การแก้ไขสภาวะการขาดแคลนอาหาร อย่างกรณีที่มีการดำเนินการแล้วร่วมกับไบโอเทค คือการเพิ่มประสิทธิภาพของเอนไซม์ในไก่ให้มากขึ้น เพราะไก่ยังขาดเอนไซม์อยู่หลายตัว และการนำเข้าเอนไซม์มีราคาสูง ดังนั้น หากทำให้เอนไซน์มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไก่จะมีสุขภาพที่ดีขึ้น

นอกจากนี้เมื่ออุณหภูมิของโลกร้อนขึ้น ปัญหาที่ตามมาคือ สิ่งมีชีวิตต่างๆ จะมีโรคที่แตกต่างกันไป อย่างกรณีของ โรคไวรัสกุ้งหัวเหลือง ซึ่งเป็นปัญหามากสำหรับเกษตรกรที่ทำบ่อเลี้ยงกุ้ง ดังนั้น จึงต้องคิดค้นเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ ซึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งมีความต้องการอย่างมาก

สุดท้าย ดร.อุรชา เห็นว่า ในอนาคตการจะพัฒนาประเทศให้ก้าวไกลนั้น จำเป็นต้องอาศัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ซึ่งมีความจำเป็นต้องสะสมขึ้นในประเทศ ไม่ใช่การนำเข้าจากภายนอก ดังนั้น การที่เยาวชนหันมาสนใจเรียนรู้วิทยาศาสตร์ให้มากขึ้นน่าจะเป็นสิ่งที่ดี เพราะปัจจุบันมีสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงสำหรับประเทศไทยคือ เด็กไทยให้ความสนใจการเรียนด้านวิทยาศาสตร์ และประกอบอาชีพเป็นนักวิทยาศาสตร์น้อยลง

ด้าน ผศ.ดร.ยอดเยี่ยม เป็นห่วงว่า สิ่งที่ นักวิจัยคิดค้นขึ้นมานั้น ทำอย่างไรจะให้งานวิจัยที่ทำขึ้นไปถึงมือของเกษตรกรโดยตรง เพราะการทำงานวิจัยแต่ละเรื่องนั้นมีหลายส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น ควรมีการพูดคุยให้มากขึ้นระหว่างแต่ละภาคส่วน เพื่อนำงานวิจัยมาใช้ได้จริง ให้เกิดประโยชน์ ไม่ใช่ทำอยู่ในห้องทดลองเท่านั้น

ส่วน รศ.ดร.อภิชาติ ทิ้งท้ายเป็นข้อแนะนำกับเยาวชนรุ่นใหม่ว่า การจะสร้างนักวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้นได้นั้น ขึ้นอยู่ตั้งแต่การเลี้ยงดูในวัยเด็ก พ่อแม่ต้องเลี้ยงลูกด้วยเหตุด้วยผล เยาวชนไทยเองควรจะเป็นคนขี้สงสัย ใฝ่รู้ หัดตั้งคำถาม ต้องไม่ยอมเชื่อง่ายๆ แต่ให้พยายามหาคำตอบด้วยการทดลอง เปรียบเทียบในสิ่งที่ดี และต้องไม่ย่อท้อ หากล้มเหลว ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะงานวิจัยแต่ละชิ้นนั้นต้องใช้เวลา และความต่อเนื่อง

...เพราะโลกในอนาคต คือ โลกที่ต้องอาศัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่มนุษยชาติต้องเผชิญร่วมกัน

by ThaiWebExpert