กระทรวงพาณิชย์....เธออยู่ไหน

ผู้เขียน: 
พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล
ที่มา: 
ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,525(25-28 เมษายน พ.ศ. 2553)

การเดินทางขององค์การการค้าโลก หรือ WTO มาถึงจุดที่ตกอับสุดขีดเพราะการเจรจาในกรอบหลักๆ คือ การลดการอุดหนุนสินค้าเกษตร การลดภาษีสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงได้ในปีนี้ ยิ่งมีการเจรจากรอบการค้ารูปแบบใหม่ที่เป็นคู่ขนานเกิดขึ้นซึ่งดูเหมือนจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ที่เรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า Copenhagen Accord (CA) ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้การเจรจาเพื่อปิดรอบของ Doha Development Agenda (DDA) ดังกล่าวตก "กระป๋อง" ไปเลย

ผมยังยืนยันว่าการเจรจาข้อตกลงเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกเป็นการเจรจาข้อตกลงทางการค้า ซึ่งหมายถึงว่า ผลลัพธ์จะออกมาอย่างไรก็จะต้องกระทบกับการค้าโดยตรง ดังนั้นผมจึงเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเจรจาโดยให้กระทรวงพาณิชย์เป็นประธานคณะเจรจา การจัดโครงสร้างใหม่จะแก้ปัญหาได้มาก เนื่องจากการเจรจากรอบสิ่งแวดล้อมที่เรียกว่า Kyoto Protocol หรือ Copenhagen Accord นั้นมีส่วนที่เชื่อมโยงกับข้อตกลงใน GATT ซึ่งกระทรวงพาณิชย์โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจะต้องรู้เรื่องดีกว่าทุกกระทรวง ผมไม่ได้มีเจตนาจะกล่าวหาว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่มีความสามารถเพียงพอ แต่ต้องการให้เกิดประสิทธิภาพที่สูงสุดมากกว่า ประเด็นการเจรจามีเพียงประเด็นหลักประเด็นเดียวคือ การลดก๊าซเรือนกระจกหรือ Green House Gas (GHG) ณ วันนี้ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใดๆ เพราะการเจรจาในระดับนี้มีผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ การพัฒนาประเทศต้องใช้ทรัพยากรมาก เช่น น้ำมัน ก๊าซ ถ่านหิน น้ำ และรวมถึงการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อการเพาะปลูกพืชเกษตร ภายใต้เทคโนโลยีที่มีในปัจจุบันความสามารถในการลด GHG ให้ได้เป้าหมายที่ตั้งไว้คือไม่เกิน 2 องศาเซลเซียสจากอุณหภูมิปัจจุบันภายในปี ค.ศ. 2050 นั้นเป็นไปไม่ได้ การเจรจาระหว่างประเทศจึงเกิดขึ้น เป้าหมายของการเจรจาก็คือให้ได้ข้อตกลงที่ทุกประเทศได้ประโยชน์ (Win-Win) การที่จะทำให้เกิดสภาพ Win-Winได้ เป็นสิ่งที่ยากที่สุด คำถามคือประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะ Win อย่างไร? ข้อตกลงที่ก่อให้เกิดประโยชน์ทุกฝ่ายคือข้อตกลงที่ต้องมีมูลค่าเพิ่ม (Value Added) หรือในทางตรงกันข้ามกันข้อตกลงนั้นต้องทำให้เกิดการปลดปล่อยความเสียหายแก่ประเทศทั้งหลาย สังเกตได้ว่าประเทศพัฒนาใช้กลยุทธ์ทั้งสองนี้ตลอดมาเช่นการเสนอให้มีกองทุนปรับตัว (Adaptation Fund) หรือ โครงการที่เรียกว่า Carbon Credit ที่อนุญาตให้ประเทศพัฒนาซื้อ "ตัวเลขการลดก๊าซเรือนกระจก" ได้เพื่อทดแทนปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตน (ประเทศขายจะได้เงินจากการลดก๊าซเรือนกระจกและประเทศที่ซื้อจะได้ตัวเลขเพื่อไปหักจากภาระของตนที่ต้องลดก๊าซเรือนกระจก) อย่างนี้เรียกว่า Win-Win แต่ความยั่งยืนของ "ธุรกิจ" นี้จะยาวนานแค่ไหนยังต้องติดตามต่อไป การที่จะให้ประเทศจีนเข้าร่วมเจรจากำหนดตัวเลขลดก๊าซนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายนอกจากจะสร้างมาตรการทางการค้าในประเทศนำเข้า เช่น ภาษีนำเข้าพิเศษ เงื่อนไขที่จะกำหนดการลด(Mitigation) ก๊าซเรือนกระจก จึงเป็นเงื่อนไขหลักเงื่อนไขเดียวเท่านั้นในการเจรจาข้อตกลงนี้ การกำหนดปีฐานและตัวเลขเป้าหมายจึงเป็นการบ้านเดียวที่ทุกประเทศต้องเตรียมตัวเพื่อการเจรจา ซึ่งยังแตกต่างกันมาก เช่น กลุ่มประเทศยุโรปต้องการใช้ปีฐาน ค.ศ. 1990 แต่ประเทศสหรัฐอเมริกาเสนอปี ค.ศ. 2005 ในส่วนของตัวเลขที่จะลดนั้นก็ยังต่างกันอีก เช่น ประเทศในกลุ่มยุโรปเสนอ 45% แต่ญี่ปุ่นเสนอ 17% ภายในปี ค.ศ. 2020 คำถามคือประเทศไทยได้มีการศึกษาและสรุปอย่างไรในการกำหนดตัวเลขทั้งสองตัวดังกล่าวนี้ ผมพูดได้เลยว่า "ไม่มี" และก็ยังไม่เคยได้ยินด้วยว่ารัฐได้วางนโยบายอย่างไรทั้งการเจรจาและหลังการเจรจา จึงเสนอให้ประเทศไทยดำเนินการต่อไปนี้ (1) กำหนดตัวเลขเป็น "ตุ๊กตา" ว่าจะลดเท่าไหร่จากปีฐานไหน เช่น ลด 15% จากปีฐาน 1990 (2) กำหนดว่าสินค้ากลุ่มไหนจะต้องลดเท่าไหร่ทั้งนี้จะต้องศึกษาตัวเลขที่ปฏิบัติได้ (3) ออกกฎหมายเก็บภาษีนำเข้าสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินกว่ามาตรฐานสินค้าไทย (4) กำหนดมาตรการช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมและเกษตรที่จะได้รับผลกระทบ และ (5) กำหนดมาตรการส่งเสริมการบริโภคยั่งยืนเช่นการลดปริมาณบริโภคต่อคนหรือการบริโภคที่มีความสูญเสียเป็นศูนย์ (Zero Waste Consumption) เรื่องโลกร้อนไม่เพียงแต่เป็นวาระแห่งชาติเท่านั้นแต่เป็นวาระแห่งโลกเลยทีเดียว
เรื่องสำคัญขนาดนี้ยังได้รับความสนใจน้อยมาก แม้ว่าเราจะมีประสบการณ์เจรจาข้อตกลงการค้าเสรีหลายกรอบเราก็ยังวิเคราะห์ไม่ได้ว่าการเจรจาในกรอบนี้ประเทศกำลังพัฒนาเป็นฝ่ายได้เปรียบประเทศพัฒนา และที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือเรายังจัดโครงสร้างการเจรจาไม่ตรงกับกรอบการเจรจาอีกด้วย ดังนั้นจึงไม่น่าจะมีใครปฏิเสธหากจะเสนอให้กระทรวงพาณิชย์เป็นประธานคณะเจรจาของไทย

by ThaiWebExpert